Monday, 3 December 2012

ประกันสุขภาพ



รูปจากอินเตอร์เนท

ประกันสุขภาพ ?
อาจมีหลายๆ คนที่ยังไม่รู้คำตอบที่แน่ชัด เกี่ยวกับเรื่องประกันสุขภาพ ให้ผมพูดอย่างง่ายๆ ก็คือ ประกัน ชนิดหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับสุขภาพของของเรา อย่างเช่น การเจ็บป่วย ด้วยโรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรงก็ตาม รวมถึงการเสียชีวิต ด้วย และในบางรูปแบบประกัน อาจมีการ ประกันชดเชย รายได้ ด้วย  ยามเจ็บป่วย สิ่งเหล่านี้คือ คี หลักๆ ของ ประกันสุขภาพ ...

แล้วประกันสุขภาพหาได้จากไหนล่ะ
ประกันสุขภาพหาได้จากบริษัท ขายประกันทั่วไป แต่ว่าแต่ละที่ก็จะมี รายละเอียดเกี่ยวกับ โรคร้ายแรงต่างๆ กับเบี้ยประกันภัย กับเงื่อนไข ที่ต่างกันไป ควรศึกษาให้แน่ชัดในแต่ละรายละเอียดกับผลประโยชน์ที่จะได้รับ รวมถึงการสอบถามเกี่ยวกับเรื่องของการเคลมประกันกับคนที่เขาเคยทำประกันด้วย (สำคัญ นะ จะได้ไม่ต้องเสียใจทีหลัง ว่ามันไม่จ่ายค่ารักษาเราเลย)

ผลประโยชน์ด้านใดบ้าง (เช็คดูแต่ละบริษัทว่าอย่างไหนมีหรือไม่มี)
    *ไม่เคยเคลม ประกัน มีส่วนลดหรืออะไรพิเศษ หรือเปล่า
          - ได้ เบี้ยคืน หรือลดเบี้ย หรือได้ของแถม
     * มีการชดเชยรายได้ทั้งจากการเจ็บป่วย และอุบัติเหตุ ไหม
          - มี วันละ xxxx บาท นานสูงสุด xxx วัน
     * คุ้มครองการเสียชีวิตไหมจากการเจ็บป่วยและอุบัติเหตุ
          - xxxxx บาท
     * ชำระเบี้ยรูปแบบไหนบ้าง
         - รายเดือน , 3 เดือน , 6 เดือน , รายปี
             
สำคัญมาก
ต้องดูเงื่อนไขความค้มครอง และผลประโยชน์ ให้ชัดเจน (เช่นไม่รับประกันจากโรคร้ายแรงอะไรบ้าง) เพื่อเป็นประโยชน์กับตัวเราเอง และใช้ในการเปรียบเทียบประกันแต่ละ บริษัท ได้ อย่างดี (รู้มากกว่าย่อมเป็นประโยชน์อยู่แล้ว) เรื่องของค่ารักษาพยาบาล ก็เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสนใจมาก แต่ละที่จะใ้ห้ค่าห้อง ค่ารักษาพยาบาลไม่เท่ากัน ควรตรวจสอบค่าห้องกับค่ารักษาในโรงพยาบาลที่ต้องการรักษา เพื่อเลือกประกันให้คลอบคลุมค่าใช้จ่ายนี้
สำหรับคนที่คิดว่าประกันสุขภาพไม่สำคัญ ผมอยากให้รู้ว่า มีไว้ย่อมดีกว่าไม่มีอยู่แล้ว มีไว้เพื่อเ็ป็นหลักประกัน ยากเจ็บป่วย เราจะได้ไม่ต้องเสียเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาลแบบเต็มๆ (ซึ่งเดี๋ยวนี้ค่ารักษาพยาบาลค่อนข้างแพง)
เพิ่มเติมสำหรับคนที่มีลูกอายุน้อยๆ การทำประกันสุขภาพให้กับลูกน้อยอาจให้ผลประโยชน์มากกว่าที่คิด (เพราะเด็กๆ นั้น เ่จ็บป่วยง่าย) แต่ว่าค่าประกันก็จะแพงกว่าผู้ใหญ่

Monday, 10 September 2012

สุขภาพผู้สูงอายุ


รูปจากอินเตอร์เนท

ผู้สูงอายุเราก็เป็นคนหนึ่ง ที่สักวันก็ต้องเป็นแบบนั้น ยกเว้นซะแต่ว่า เราจากไปก่อนถึงเวลาเท่านั้นเอง
สุขภาพผู้สูงอายุ นิยามความหมายของ ผู้สูงอายุ นั้น ตามพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ.2546 ให้ความหมายไว้ คือ "บุคคลที่มีอายุ 60 ปี บริบูรณ์ขึ้นไป"
แต่ความจริงแล้วร่างกายเราเริ่มเสื่อมสภาพลงตั้งแต่อายุ 30 ปี ขึ้นไป และเมื่อเราเริ่มมีอายุมากขึ้น ก็จะมีโรคต่างๆ ตามมามากขึ้น อันเนื่องมาจากการใช้ชีวิตของเราก่อนเข้าวัย สูงอายุ นั่นเอง โรคหรืออาการที่เกี่ยวข้องกับ ผู้สูงอายุมี ดังนี้

  1. ความจำเสื่อมหรืออัลไซเมอร์ เป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับสมองเป็นสาเหตุทำให้ สูญเสียความทรงจำ หรือเป็นโรคประสาท ได้. อาการโรคอัลไซเมอร์จะเติบโตอย่างช้าๆ จึงต้องใช้ระยะเวลานานกว่าอาการนั้นจะปรากฎออกมาอย่างชัดเจน
  2. ไขข้ออักเสบ ทำให้เกิดความเจ็บปวดบริเวณที่เป็นข้อต่อของกระดูก ไม่ว่าจะเป็น กระดูกสันหลัง คอ หลัง บ่า เขา ข้อศอก
  3. เบาหวาน มักเกิดมาจากการกินของหวานมากเกินไปเป็นระยะเวลานานหลายปี จนทำให้ร่างกายดื้อต่อ อินซูลิน ทำให้เกิดเป็นโรคเบาหวานขึ้นมาได้
  4. อ้วน เมื่ออายุมากขึ้นโดยมากแล้วชีวิตจะมั่นคงขึ้น ทำให้ออกกำลังกายหรือใช้แรงน้อยลง กินมากขึ้น ทำให้เกิดเป็นโรค อ้วนได้ 
  5. ความดันโลหิตสูง ผลจากการไม่ดูแลรักษาตัวเองในตอนวัยหนุ่มแล้วปล่อยให้เป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน ก็จะทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง ตามมาได้
  6. นอนไม่สบาย ไม่ว่าเป็นการนอนไม่หลับ นอนน้อย ถ้ามีการรบกวนระหว่างนอน จะทำให้ผู้สูงอายุมีความรู้สึกไม่สบาย เหนื่อยง่าย
  7. ต้อหิน ต้อกระจก เมื่ออายุมากขึ้น อาจรวมถึงการเป็นโรคเบาหวานด้วย จะทำให้วุ้นในตาเสื่อมทำให้เกิดเป็นต้อกระจกหรือต้อหินขึ้นมาได้ ถ้าไม่รักษาให้ทันท่วงที อาจตาบอดได้
  8. ไขมันในเส้นเลือด บริโภคไขมันหรืออาหารมากๆ แล้วร่างกายใช้งานไม่ทัน จะเกิดเป็นไขมัน เข้าไปในเส้เลือด
  9. หัวใจและหลอดเลือด ถ้าร่างกายมีไขมันมาก หรือเป็นโรคเบาหวาน อาจทำให้เกิดเป็นโรคหัวใจเนื่องมาจากไขมันอุดตันในเส้นเลือดได้ 
  10. ท้องอืด ท้องเฟ้อ ระบบย่อยอาหารในร่างกายของผู้สูงอายุเริ่มเสื่อมลง ทำให้ย่อยอาหารได้ช้า ทำให้เกิดท้องอืด ท้องเฟ้อได้ ดังนั้นควรกินอาหารอ่อน และกินตรงเวลา
  11. หูตึง อาการหูตึงนั้นเมื่ออายุมากขึ้นเรื่อยๆ อาการหูตึงก็จะมากขึ้นเรื่อย ด้วยเช่นกัน
  12. กระดูกพรุน เกิดจากการขาดแคลเซียมทำให้กระดูกแตกหักง่าย
  13. ซึมเศร้า เพราะเนื่องจากเมื่ออายุมากขึ้นทำให้เป็นโรคต่างๆ มากขึ้น และไม่แข็งแรงเหมือนเดิม ทำให้รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจตัวเอง
เห็นได้ว่าโรคของผู้สูงอายุ มีมากเลยทีเดียว และโดยส่วนมากแล้วเราสามารถป้องกันหรือบันเทาโรคเหล่านั้นได้ตั้งแต่ในวัยหนุ่ม ดังนั้นควรจะต้องดูแลสุขภาพตัวเองตั้งแต่วันนี้ก่อนที่จะแก่ตัวลงและเป็นโรคที่รักษาไม่ได้แล้ว

ประโยชน์และโทษของการออกกำลังกาย


รูปจากอินเตอร์เนท

การออกกำลังกายนั้นมีประโยชน์มากมายเลยทีเดียวแต่โทษนั้นก็มีอยู่ด้วย ผมได้ลองจำแนกออกมาถึงประโยชน์และโทษของการออกกำลังกาย มาให้ดูกันครับ ลองดูว่าการออกกำลังกายแบบไหนที่เป็นโทษก็ขอให้หลีกเลี่ยงกันนะครับ

ประโยชน์ของการออกกำลังกาย

  1. อารมณ์แจ่มใส หลังจากวันที่เคร่งเครียด ถ้าได้ออกกำลังกายให้เหงื่อออกท่วมตัวสักหน่อย ร่างกายจะหลั่งสาร แอนดอฟิน ทำให้เรารู้สึกสดชื่นแจ่มใส และมีความสุข
  2. ช่วยควบคุมน้ำหนัก การออกกำลังกายเป็นประจำช่วยให้เราควบคุมน้ำหนัก ไม่ให้มากเกินไป และสามารถควบคุมน้ำหนักให้ลดลงมากกว่าปกติได้อีกด้วย เพราะการออกกำลังกายเป็นการเผลาผลาญพลังงาน (แคลลอรี่) ได้อย่างดี 
  3. ช่วยป้องกันโรคและทำให้สุขภาพดีขึ้น ถ้าเป็นห่วงเรื่องของโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง จะไม่ต้องเป็นห่วงมากนัก เพราะต้นเหตุของโรคเหล่านั้นมักมาจากการที่เราน้ำหนักเกิน ถ้าเราได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เราจะสามารถลดคลอเรสเตอรอล และลดไตรกลีเซอไร อีกด้วย ซึ่งทำให้ความเสี่ยงเกี่ยวโรคหัวใจและหลอดเลือดลดลง. แม้แต่ในคนที่เป็น โรคเบาหวาน การออกกำลังกายก็ยังป้องกันการลุกลามไปสู่โรคแทรกซ้อนอื่นๆ ได้อีกด้วย
  4. ช่วยให้หลับสบาย ถ้าคุณเป็นคนที่นอนไม่ค่อยหลับ การออกกำลังกายจะช่วยให้คุณหลับง่ายและหลับลึกขึ้น แต่ระวังว่าอย่างออกกำลังกายตอนใกล้เวลานอนมากเกินไป คุณอาจจะนอนไม่หลับแทนก็ได้
  5. ช่วยเพิ่มพละกำลังให้กับร่างกาย (เหนื่อยง่าย) หลังจากผ่านการออกกำลังกายมาช่วงหนึ่ง ร่างกายจะสร้างความความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อ ทำให้เราทำงานที่ต้องใช้แรงหรือออกกำลังกายได้นานมากขึ้นด้วย
  6. สนุกเพลิดเพลิน การออกกำลังกายนอกจากร่างกายจะแข็งแรงแล้ว ยังมีความสนุกสนานเพลิดเพลินได้อีกด้วย เราสามารถเลือกกิจกรรมออกกำลังกายได้หลากหลายรูปแบบชนิดด้วยกัน เช่น ฟุตบอล, เทนนิส , แบทมินตัน , วิ่ง และยังมีการออกำำลังกายอื่นๆ อีกมากมาย
โทษของการออกกำลังกาย
  1. ไม่วอร์มอัพออกกำลังกายเลยอาจทำให้กล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็นฉีกขาดได้ เนื่องมาจากการไม่วอร์มอัพร่างกายให้พร้อมก่อนการออกกำลังกาย ในการออกกำลังกายแต่ละประเภทหรือกีฬาแต่ละประเภทต้องการ การออกแรงไม่เท่า ในบางกีฬาต้องใช้การเคลื่อนไหวที่เร็ว และแรง กระทันหัน ถ้าเราไม่วอร์มร่างกายให้พร้อมแล้วฝืนออกแรงกะทันหันก็มีโอกาสที่ร่างกายจะปรับตัวไม่ทันทำให้ กล้ามเนื้อฉีกขาด หรือเส้นเอ็นฉีกขาดได้ ขอยกตัวอย่างกีฬาเช่น แบดมินตัน เป็นต้น
  2. เป็นกิจกรรมที่คุณต้องใช้เวลา การออกกำลังเป็นสิ่งที่ต้องแลกมาด้วยกับเวลา กับคนบางคนอาจไม่เวลามากพอที่จะออกกำลังกายได้
  3. ต้องใช้เงิน ถ้าไปเข้าโรงยิมคุณต้องเสียเงินค่าเข้าโรงยิม และอาจต้องเสียค่า อุปกรณ์ต่างๆ เกี่ยวกับการออกกำลังกาย เช่น รองเท้าวิ่ง เป็นต้น
  4. อาจเกิดการบาดเจ็บ เนื่องมาจากการออกกำลังกายได้ เช่น หกล้ม เป็นต้น

Thursday, 6 September 2012

ประโยชน์และโทษจากการกินขม


รูปจากอินเตอร์เนท

ในอดีตโบราณที่ผ่านมาเรามักจะได้ยินสุภาษิต ว่า หวานเป็นลม ขมเป็นยา ซึ่งตามความเชื่อสมัยก่อนนั้นเชื่อว่าอาหารรสขม เป็นอาหารที่เป็นยา ช่วยบำรุงร่างกาย ถ้าเคยดูหนังจีนเราจะพบมากมายว่าคนป่วยต้องกินยาหม้อซึ่งเคี่ยวจนขม และถ้าเราสังเกตุดูเราจะพบว่าความขม จะอยู่ในผักหลากหลายชนิด ซึ่งผักเหล่านั้นมักมีสรรพคุณเป็นยาอีกด้วย (นี่อาจเป็นที่มาของสุภาษิต หวานเป็นลม ขมเป็นยาก็ได้)

ประโยชน์จากการกินขม

  • ในดีของสัตว์  ชนิดต่างๆ มีรสขม ซึ่งจะช่วยในการบำรุงเลือด บำรุงหัวใจ และบำรุงน้ำดี
  • สะเดา เป็นยาระบาย แก้นิ่ว ขับปัสาวะ ช่วยให้นอนหลับดี มักนิยมจิ้มกับน้ำพริก หรือทำน้ำจิ้มหวานๆ ให้ตัดกับรสสะเดา ทำให้เจริญอาหารดีอีกด้วย
  • มะระ เป็นยาเจริญอาหาร , ยาระบาย , แก้โรคม้าม ,โรคตับ , ขับพยาธิ ในแพทย์จีนเชื่อว่า มะระช่วยขับพิษ , ฟอกเลือด , บำรุงตับ , บำรุงสายตา และผิวหนัง
  • กาแฟ มีสาร คาเฟอีน ซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นประสาทส่วนกลาง ทำให้ร่างกายเกิดการตื่นตัวและลดความง่วงได้ 
  • ขี้เหล็ก ช่วยให้หลับดี , เป็นยาระบาย , ช่วยบำรุงร่างกาย , แก้ไข้ , แก้นิ่ว , ขับปัสสาวะ  และใน ขี้เหล็กจะมี วิตามิน เอ และ วิตามิน ซี ค่อนข้างสูง อีกด้วย
  • ใบยอ  มีวิตามินสูง ช่วยต้านมะเร็ง ช่วยลดอาการภูมิ เป็นยาระบาย แก้วิงเวียนศรีษะ

การกินขมมากๆนั้น ยังไม่พบข้อมูลว่ามีผลกระทบอะไรกับร่างกายมากนัก อาจเป็นเพราะว่า รสขม เป็นรสที่ไม่โปรดปรานของคนทั่วไปนัก ทำให้ไม่ค่อยมีคนที่กินขมมากๆ ก็ได้

Tuesday, 4 September 2012

สุขภาพฟัน



ทราบกันดีอยู่แล้ว ว่าฟันคนเรามี 2 ชุด คือ ฟันน้ำนม กับ ฟันแท้ โดยฟันน้ำนมนั้นขึ้นตอนเด็ก และพอโตขึ้นมาฟันน้ำนมก็จะร่วงหมดปลากและเกิดฟันแท้ขึ้น ทีนี้เราก็ต้องอยู่กับฟันแท้ไปตลอดชีวิต เลย เมื่อต้องอยู่กับฟันแท้ตลอดชีวิตเรา็ก็ควรต้องรู้เกี่ยวกับฟันของเราให้มากขึ้น

สาเหตุของฟันผุ
ภายในปากของเรานั้นมีแบคทีเรียอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น ที่ฟัน เหงือก ลิ้น และ ริมฝีปาก. การมีแบคทีเรียในปากเรานั้นเป็นเรื่องปกติ แบคทีเรียนั้นก็มีทั้งทำลายสุขภาพเหงือกและฟัน แต่ส่วนมากแล้วไม่อันตราย และแบคทีเรียบางชนิดนั้นทำประโยชน์ให้กับร่างกายด้วย. เมื่ออยู่ในปากของเราจะมีแบคทีเรียบางชนิดมาเกาะบริเวณผิวของฟัน ทำตัวเป็นที่ครอบฟันของเรา ถ้าเราไม่กำจัดออกไปจะนำพาให้แบคทีเรียชนิดต่างๆ ก็จะเจริญเติบโตบนผิวฟัน. โปรตีนจากน้ำลายก็จะไปผสมเข้ากับแบคทีเรียกลายเป็นเหมือนแผ่นฟิล์มเคลือบฟันเราเรียกมันว่าจุลินทรีซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดฟันผุ

ความหวานกับฟัน
ในแต่ละครั้งที่กินขนมหรือน้ำหวาน ที่มีส่วนประกอบของน้ำตาล และ แป้ง. จะเป็นการทำร้ายฟันของเรา เพราะในน้ำตาลและแป้ง จะเป็นสาเหตุของฟันผุใ แต่อย่าคิดว่าแค่น้หลีกเลี่ยงน้ำตาลจากขนมแล้วจะพอนะเพราะความหวานจากผลไม้ที่หวานมากเกินก็เป็นน้ำตาลปริมาณมากอยู่ดี

รักษาฟันของเรา
กินอาหารให้เป็นเวลา  เมื่อเรากินอาหารตรงเวลาจะเป็นการรักษาฟันของเรามากกว่ากินไม่เป็นเวล. ในช่วงเวลาที่กินอาหารนั้นมีน้ำลายออกมามากซึ่งมันจะช่วยทำความสะอาดปากและกำจัดกรดออกจากฟันของเรา
แปรงฟันวันละ 2 ครั้ง  การแปรงฟันเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ต้องแปลงฟันอย่างน้อย วันละ 2 ครั้ง. เชื่อไหมการแปรงฟันทำให้ฟันเราสะอาดขึ้น 35% ในแต่ละซี่เลยทีเดียว
ดื่มนม  ไม่ว่าจะเป็น โยเกิร์ต นมสด นมเปรี้ยว เนย ผลิตภัณฑ์นมเหล่านี้มีประโยชน์กับฟันอย่างมากมาย มันช่วยเพิ่ม แคลเซียม ซึ่งแคลเซียมจะเป็นสารอาหารให้กับฟันทำให้ฟันแข็งแรง นักวิทยาศาสตร์บางคนได้ทำการศึกษาพบว่าการกิน ชีส ยังช่วยป้องกันโรคฟันผุได้อีกด้วย

Sunday, 2 September 2012

สุขภาพจิต




รูปจากอินเตอร์เนท

สุขภาพจิต  อธิบายได้ง่ายๆ คือ ระดับของการคิดดี หรือ ไม่มีการคิดที่เป็นลบ. ซึ่งเป็นจิตวิทยาเชิงบวก อาจรวมไปถึงการมีความสุขในชีวิต และสร้างความสมดุลระหว่างกิจกรรมในชีวิต(การงาน , การใช้ชีวิต) กับความยืดหยุ่นทางอารมย์ (ไม่สติแตกกับอารมด้านต่างๆ เช่น เศร้า โกรธ ฯลฯ) ของแต่ละบุคคลอีกด้วยด้วย
องค์การอนามัยโลก ได้กำหนดนิยามของ สุขภาพจิต  เป็นสภาพชีวิตของแต่ละบุคคล ที่มีความความสามารถในการปรับตัว ด้านอารมณ์ที่มั่นคง ให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง (เศร้า ดีใจ โกรธ ฯลฯ)  ได้ตลอดเวลา และมีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับเพื่อนร่วมงานและบุคคลรอบข้างได้อย่างเป็นสุข

ลักษณะสุขภาพจิตดี

  • คิดก่อนทำ  เป็นคนที่วางแผนในการทำงาน
  • ตอบสนองทางอารมณ์อย่างเหมาสม  ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป
  • เข้ากับคนอื่นได้ดี  สุขภาพจิตที่ดีทำให้เข้ากับคนได้ง่าย
  • ทำงานจนประสบผลสำเร็จได้  ไม่ใช่เพ้อฝัน
  • อดทนรอได้  จนกว่าจะพบทางเลือกที่เหมาะสมหรือดีกว่า
  • ไม่โอ้อวดในความสำเร็จ  เกินความจำเป็น
  • รับผิดชอบในการทำงาน  ให้ประสบความเร็จ
  • เผชิญหน้ากับปัญหา  และหาทางแก้ ไม่หลีกเลี่ยง
  • มีความสุขหรือสนุก  เมื่อแก้ปัญหาหรือทำงานได้่สำเร็จ
  • เรียนรู้จากข้อผิดพลาด  ของตนเองและไม่ทำผิดซ้ำซาก
  • เป็นผู้ที่มีความคิดเป็นของตัวเอง  ไม่ถูกชักจูงง่ายๆ 
  • ยอมรับในชีวิตตัวเอง  และปรับตัวให้เข้ากับชีวิตหรือสิ่งแวดล้อมได้
  • ตั้งมั่นอยู่บนพื้นฐานความจริง ไม่ใช่ความเพ้อฝัน

ประโยชน์ของสุขภาพจิตดี

  • ครอบครัว  ครอบครัวเป็นสุขเพราะทุกคนมีสุขภาพจิตดี
  • การศึกษา  จะสามารถศึกษาเล่าเรียนจนสำเร็จการศึกษาได้
  • ทำงาน  เข้ากับเพื่อนร่วมงานได้ ไม่เบื่อ อดทนต่อความเครียดจากการทำงาน ทำให้บรรลุผลสำเร็จจากการทำงาน
  • มนุษย์สัมพันธ์  เพราะสุขภาพจิตดี จึงไม่มีใครรังเกียจ จึงไม่มีปัญหาในการเข้าสังคม 
  • สุขภาพ  สุขภาพดี เพราะ ชีวิตเป็นสุข นอนหลับดี กินได้เยอะ มีความสุข ไม่เครียดจนเกินไป 


โทษของสุขภาพจิตไม่ดีดี

  • ครอบครัว  ครอบครัวเป็นปัญหา เพราะต้องปรับตัวให้เข้ากับคนมีสุขภาพจิตไม่ดี ทำให้ตัวเองมีสุขภาพจิตที่ไม่ดีไปด้วย
  • การศึกษา  จะศึกษาเล่าเรียนจนจบการศึกษาทำได้ยาก เพราะปัญหาส่วนตัว
  • ทำงาน  เข้ากับเพื่อนร่วมงานได้ยาก เพื่อนร่วมงานต้องปรับตัวเข้าหา หรือเพื่อนร่วมงานอาจกลั่นแกล้งได้ เมื่อสุขภาพจิตไม่ดีอาจทำให้งานที่ออกมาไม่ดีไปด้วย
  • มนุษย์สัมพันธ์    จะเข้ายากกว่าคนมีสุขภาพจิตดี เพราะอาจไม่มีใครอยากคุยด้วย
  • สุขภาพ  สุขภาพไม่ดี ตามผลกระทบจากสุขภาพจิตที่เกิดขึ้นตอนนั้น


อาหารเพื่อสุขภาพ


รูปประกอบจากอินเตอร์เนท

อาหารเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต เพื่อทำให้ร่างกายของเราเติบโตและทำงานได้อย่างเป็นปกติ
ในชีวิตประจำวันเราพบเจออาหารมากมายทั้งมีประโยชน์และไม่มีประโยชน์ ในอาหารแต่ละชนิดจะมีสารอาหารที่แตกต่างกัน แต่รู้หรือไม่ ว่า อาหารเพื่อสุขภาพ จริงๆ แล้วคือการที่เราได้รับ อาหารหลัก 5 หมู่  อย่างครบถ้วนในแต่ละวัน ไม่มากหรือไม่น้อยเกินไป

อาหารหลัก 5 หมู่
  • ผักและผลไม้  ในธรรมชาติมีผักผลไม้อย่างมากมาย ผักหลากหลายอย่าง เช่น กะหล่ำปลี มะเขือ ผักกาด ผักกระเฉด แครอท ผักคะน้า ฯลฯ ผลไม้ เช่น ทับทิม แอปเปิ้ล ทุเรียน ลองกอง มะม่วง ส้ม ฯลฯ ในผักและผลไม้ จะอุดมไปด้วยวิตามินต่างๆ รวมทั้งเกลือแร่ เอนไซน์  และในผักใบเขียวจะอุดมไปด้วยธาตุเหล็กรวมทั้งมีน้ำตาลและไขมันต่ำซึ่งเป็นประโยชน์กับร่างกายสำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนักอีกด้วย ในผักผลไม้ประกอบไปด้วยใยอาหารเป็นจำนวนมาก ซึ่งให้ประโยชน์ในเรื่องของระบบการย่อยอาหาร และในผักผลไม้ส่วนมากจะประกอบไปด้วยสารต่อต้านการเกิดโรคร้ายต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ มะเร็งบางชนิด. การบริโภคผักผลไม้สดๆ หรือในรูปของน้ำผลไม้จะได้ประโยชน์มากที่สุด
  • อาหารประเภทแป้ง  เช่น ธัญญพืช ข้าวโพด ขนมปัง และ มันฝรั่ง ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของอาหารสุขภาพ ในอาหารประเภทแป้ง จะประกอบไปด้วย คาโบไฮเดรต ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานให้กับร่างกาย และเราสามารถเพิ่มใยอาหารเข้าไปหมวดหมู่นี้ได้ด้วยการใช้ธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ขนมปัง ข้าวสาลี ข้าวโอ๊ต หรือ ปลายข้าว
  • ผลิตภัณฑ์จากนม  รวมถึง ชีส ครีมเนย และ โยเกิร์ต. ซึ่งเป็นแหล่งของ แคลเซียม และ โปรตีน. ในผลิตภัณฑ์จากนม  ยังอุดมไปด้วย วิตามิน เอ บี และ ดี อีกด้วย.  แคลเซียม  เป็นส่วนสำคัญสำหรับการเสริมสร้างหรือซ่อมแซมกระดูก. วิตามิน ดี เป็นสิ่งที่จำเป็นในการสร้างและรักษาสุขภาพของกระดูก. ผลิตภัณฑ์นม  ส่วนมากจะมีไขมันสูง ซึ่งจะช่วยสร้างร่างกายและให้พลังงานกับร่างกายอีกด้วย
  • เนื้อสัตว์ ไข่ และ ปลา  เป็นแหล่งสำคัญของ โปรตีน เหล็ก สังกะสี และ วิตามิน บี. สารอาหารเหล่านี้เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตและซ่อมแซมร่างกาย. ไข่ นั้น อุดมไปด้วย เหล็ก และ โปรตีน. เนื้อสัตว์ เป็นแหล่งของ วิตามิน บี 12 ปลา ยังเป็นแหล่งสำคัญของ โปรตีน น้ำมันตับปลา เช่น แซลมอน ซาดีน และปลาทู ซึ่งมีระดับของกรดโอเมก้า 3 ที่สำคัญ 
  • อาหารที่มีไขมันและน้ำตาล  เป็นแหล่งกลังงานที่จำเป็นสำหรับร่างกายของเรา. ไขมัน เช่น เนย ชีส น้ำสลัด มีแคลลอรี่สูง. ขนมต่างๆ เช่น เยลลี่ แยม และเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลสูง. อาหารเหล่านี้ ไม่มีวิตามินและแร่ธาตุประกอบอยู่. ถ้าเราบริโภคอาหารเหล่านี้มากเกินไป จะเกิดเป็นโรคอ้วน. 
ข้อแนะนำในเพื่อสุขภาพ

  • กินอาหารหลากหลายชนิด  ไม่กินแต่อาหารหมู่ใดหมู่หนึ่งมากเกินไป
  • อาหารสำเร็จรูปให้ดูส่วนผสมของฉลาก ดูส่วนผสมเช่น เกลือ น้ำตาล ฯลฯ
  • กินอาหารให้ครบทุกหมู่ในแต่ละวัน
  • แนวทางเพื่อสุขภาพ
    • กินผลไม้หรือผักให้มากกว่า 5 ชนิด ต่อ วัน
    • เลือกธัญพืชไม่ขัดสีและจำกัด อาหารและเครื่องดื่ม ที่ผมสน้ำตาล
    • เลือกไขมันที่ดีต่อสุขภาพ จำกัดไขมันอิ่มตัว และหลีกเลี่ยงไขมันทรานส์
  • พลังงานในแต่ละวัน
    • ผู้ใหญ่ 
      • ผู้หญิง 1,800 - 2,000 แคลอรี่ / วัน
      • ผู้ชาย 2,200 - 2,400 แคลอรี่ / วัน
      • อาจต้องการมากกว่าที่ระบุ ถ้ามีการใช้พลังงานมาก (ออกกำลังกาย, ทำงาน)
    • เด็ก
      • เด็กหญิง อายุ 9 - 13  1,600 แคลอรี่ / วัน
      • เด็กชาย  อายุ 9 - 13  1,800 แคลอรี่ / วัน
      • เด็กอาจต้องการมากกว่าที่ระบุ ถ้ามีการใช้พลังงานมาก