Friday, 29 March 2013

รักษาเบาหวานโดยไม่ต้องใช้ยา





ทุกวันนี้ผู้ป่วยเบาหวานส่วนมากจำเป็นต้องใช้ยาและไปหาหมอเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด กันเป็นประจำ และเมื่อประมาณ สี่ปีก่อน นี้ ได้มีผลงานวิจัยจากกลุ่มที่ชื่อว่า
“Action to Control Cardiovascular Risk in Diabetes” (ACCORD) ซึ่งได้รับทุนจากรัฐบาล (สหรัฐอเมริกา) ในการศึกษาประสิทธิผลของยาชนิดต่างๆ ในการลดผลการเกิดหัวใจวาย และตาย จากโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2  

แต่ว่าทาง ACCORD ได้พบนั้นตรงกันข้าม จากการศึกษาในผู้ที่เข้าร่วมซึ่งต้องใช้ยาในการลดระดับน้ำตาลในเลือด พบว่าจะมีอัตราการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในอัตราที่สูงกว่า การรักษาด้วยการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด (“Intensive blood sugar-lowering treatment”) จากข้อพิสูจน์ดังกล่าว เราได้ทำการหยุดการทดลองหลังจากการศึกษาไปได้ 18 เดือน (เพื่อป้องกันผู้เข้าร่วมก่อนที่ยาจะทำให้เกิดอันตราย)



และเกี่ยวกับโรคแทรกซ้อนของเบาหวานล่ะ ?
เบาหวานคือสาเหตุอันดับหนึ่งของอาการตาบอด, ตัดแขนขา, ไตล้มเหลว และความเจ็บปวดจากระบบประสาท ในบทความ Business Week คุณ Norton Hadler, MD ของมหาวิทยาลัย Nort Carolina พูดว่า ไม่มี ยาเบาหวาน ที่ทำให้ ขา, ตา, ไต, หัวใจ, หรือสมอง มีสุขภาพที่ดี
ในความเห็นของผม จะดีกว่ามากถ้าไม่ต้องใช้ยา ไม่ว่าจะเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 หรือ 2 การรักษาโดยการลดระดับน้ำตาลในเลือดเป็นสิ่งที่ดี แต่ว่าเมื่อใช้ยามันเป็นสิ่งที่ไม่ดีอย่างแน่นอน

ถ้าไม่ใช้ยา แล้วทำงัยล่ะ ?
มีขั้นตอนการรักษาที่เราแนะนำของสถาบัน Whitaker Wellness Institute สำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2
1. ลดน้ำหนัก การลดน้ำหนักเป็นการรักษาเบาหวานที่ได้ผลดี ต้องการแค่ การจำกัดอาหาร การออกกำลังกาย และความตั้งใจ
2. อาหารการกิน อาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวานควรจะมีน้ำตาลต่ำ เป็นอาหารสไตล์ เมดิเตอเรเนียน ซึ่งมีผักเป็นส่วนผสมหลัก และมีโปรตีนแเช่น ปลา และ ไก่หรือเป็ด, กินผลไม้, และหลีกเลี่ยงอาหารจากน้ำตาล,แป้งพาสตา,ขนมปัง ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น
3. ออกกำลังกาย ด้วยการเดินอย่างเร็วหลังจากกินอาหารซัก 10 นาที ออกกำลังกายให้เป็นประจำ ซึ่งจะข่วยในการเผาพลาญแคลลอรี่ และสร้างกล้ามเนื้อ และทำให้การตอบสนองต่ออินซูลินดีขึ้น
4. อาหารเสริมทาง ในการป้องกันการเกิดโรคแทรกซ้อน ของลำเลือด, เส้นประสาท,ตา และ ไต ให้กิน โปรตีน, สารต้านอนุมูลอิสระที่อุดมด้วยวิตามินทุกวันเพื่อทดแทนสารอาหารที่จะสูญหายไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่เป็นผลมาจากสภาพผู้ป่วยโรคเบาหวาน. เพื่อทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง ให้ ใช้ซัลเฟต vanadyl 100 mg, อัลฟาไลโปอิคเป็นกรด 200 mg โครเมียม 200 mcg, อบเชย 500-1,000 มก. , Gymnema sylvestre 400 มก. และ berberine 1500 มก. ต่อวัน อาจจะใช้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือผสมกันก็ได้




ค้นหา
ข้อมูลเพิ่มเติม :
“Action to Control Cardiovascular Risk in Diabetes”

Thursday, 10 January 2013

การเดินออกกำลังที่ถูกวิธี


รูปจากอินเตอร์เนท

การเดินออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว วันนี้จะมาลองดู 7 วิธีที่ถูกต้องในการเดินออกกำลังกาย แล้วมาดูกันว่า ทั้ง 7 ข้อนี้ เพื่อนๆ เป็นกันบ้างหรือเปล่า

1. เดินตัวตรง โดย บอนนี่ สไตน์ โค้ชกีฬาเดินเร็วได้กล่าวว่า "นักเดินหลายคนบาดเจ็บขึ้นมา เพราะเขาไม่เดินให้ลำตัวเหยียดตรง" ซึ่งการเดินตัวโค้งงอไม่ว่าจะงอไปด้านหน้าหรืองอไปด้านหลังนั้นเป็นเรื่องของบุคคลิกภาพที่ไม่ดีเกิดขึ้น รวมทั้งทำให้ร่างกายไม่เกิดความสมดุลกับตัวเองอีกด้วย ทำให้ร่างกายช่วงล่างเกิดความเครียดก่อให้เกิดความเจ็บปวด
วิธีที่ดี : เดินให้ตัวตรงศรีษะตรงกับกระดูกสันหลัง นั่นเป็นการเิดินที่ดี

2. เดินแกว่งแขนแบบพอเหมาะ ไม่แกว่งมากหรือน้อยจนเกิดไป ถ้าคุณแกว่งแขนแรงเกินไปจำทำให้พลังงานถูกส่งออกไปทางแขนมากเกินไป ทำให้เกิดการเสียสมเกิดขึ้น ซึ่งจะทำให้แนวทางที่คุนเดินไปนั้นเปลี่ยนเส้นทางได้ หรือแม้แต่การแกว่งแขนที่น้อยเกินไปก็อาจก่อให้คุณเดินได้ช้าลงเพระแรงที่แขนถูกหน่วงไว้
วิธีที่ดี : รัษาข้อศอกให้อยู่ข้างลำตัว อย่าแกว่งออกด้านข้าง และไม่แกว่งสูงไปกว่าระดับอก

3. ก้าวพอดี การเดินแบบก้าวยาวเกินไปอาจคิดว่าไปเร็วแต่มันเป็นสิ่งที่ต้องใช้พลังค่อนข้างมาก เหมือนกับการลากตัวเองไป ทำให้เมื่อเดินไปนานๆแล้ว ความเร็วก็จะลดลง(เหนื่อย)  เพราะสูญเสียพลังงานเยอะนั่นเอง
วิธีที่ดี : สไตน์ แนะนำว่า เพื่อที่จะหาว่าคุณควรจะก้าวเท้าให้ยาวแค่ไหน ให้ยืนตัวตรง และยื่นเท้าข้างออกไปข้างหน้าไม่ต้องมากนั กโดยให้ส้นเท้าเกือบจะลอยจากพื้น เริ่มย้ายน้ำหนักตัวไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ ส้นเท้าที่ยื่นออกไปนั้นจะลดลงมาแตะพื้นและหยุดตัวคุณ นั่นแหละคือตำแหน่งที่เท้าหน้าควรจะอยู่

4. วางเท้าพอเหมาะให้นุ่มนวล ไม่ใช่การวางท้าวแบบรุนแรง(กระทืบ) ลองฟังดูว่าเสียงที่ฝีเท้ากระทบพื้นนั้นรบกวนคนข้างบ้านหรือทำให้ชาวบ้านตื่นหรือไม่ ถ้ารุนแรงไปขอให้เบาลงหน่อยจะดีกับข้อเท้ามาก เพราะเมื่อกระทืบเท้าอย่างรุนแรงจะมีผลให้ข้อเท้ารับแรงมาก(เกิดความเครียดที่เท้า) เมื่อกระทืบเท้ามากๆเข้า ทำให้ความเครียดที่ก่อที่เท้ากลายเป็นความเจ็บปวดขึ้นมา
วิธีที่ดี: แค่วางเท้าให้เบาลงเพื่อไม่ให้ความเจ็บปวดที่เท้าจะทำให้เราเิดินได้นานขึ้น

5. ไม่ถือของหนัก การเดินถือของหนักไปด้วยไม่ได้ช่วยก่อให้เกิดประโยชน์อันใด ยกเว้นแต่ว่าคุณมีแผนจะยกของหนักไปทำธุรที่อื่น ดังนั้นถ้าเป็นไปได้จึงไม่ควรถือของหนักเวลาเดินออกกำลังกาย เพราะว่าถ้าเดินออกกำลังกายโดยถือของหนักไปด้วยจะทำให้แขนและไหล่รับภาระหนักในการบันทุกของเข้าไปด้วย
วิธีที่ดี : ไม่ควรถืออะไรในขณะเดินออกกำลังกาย

6. อุ่นเครื่องก่อนเดินออกกำลังกาย เป็นเรื่องปกติที่เราต้องทำอยู่แล้วห้ามขี้เกียจโดยเด็ดขาด การอุ่นเครื่องโดยการวอร์มอัพร่างกายแบบเบาๆ ทำให้ร่างกายเราพร้อมรับการออกกำลังกายได้ทุกรูปแบบ ข้อเสียของการไม่อุ่นเครื่องคือ อาจทำให้เส้นเอ็นขาดหรือกล้ามเนื้อฉีกได้เมื่อออกกำลังกายอย่างหนัก
วิธีที่ดี : วอร์มอัพร่างกาหรือเดินอย่างช้าๆ ก่อน เพื่อทำให้ร่างกายพร้อม

7. ค่อยๆ หยุด เมื่อสิ้นสุดการออกกำลังกาย ให้ค่อยๆหยุด เมื่อเราออกกำลังกายเสร็จแล้ว ไม่ใช่การหยุดโดยกระทันหัน การหยุดโดยกระทันหันทำให้หัวใจเต้นเร็วโลหิตจะสูบฉีดรุนแรงทำให้เกิดการมึนงงได้ และรู้สึกหัวใจเต้นเร็วและร้อนขึ้นอีกด้วย ให้ค่อยๆ หยุดเพื่อ หัวใจจะเต้นช้าลงโลหิตสูบฉีดเบาลง จะเป็นผลดีต่อร่างกายมากกว่า
วิธีที่ดี : ค่อยๆ หยุด โดยวอร์มอัพเบาๆ หรือเดินช้าลง สัก 5-10 นาทีหลังออกกำลักายเสร็จ

Wednesday, 9 January 2013

รู้จักกับ อย.


รูปจากอินเตอร์เนท


รู้จักกับ อย.


สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เป็นส่วนราชการระดับกรม ของประเทศไทย สังกัดกระทรวงสาธารณสุข มีหน้าที่ปกป้องและคุ้มครองสุขภาพประชาชนจากการบริโภคผลิตภัณฑ์สุขภาพ โดยผลิตภัณฑ์สุขภาพเหล่านั้นต้องมีคุณภาพมาตรฐานและปลอดภัย มีการส่งเสริมพฤติกรรมการบริโภคที่ถูกต้องด้วยข้อมูลวิชาการที่มีหลักฐานเชื่อถือได้และมีความเหมาะสม เพื่อให้ประชาชนได้บริโภคผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ปลอดภัยและสมประโยชน์

อำนาจหน้าที่


สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ดังนี้
  1. ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยอาหาร กฎหมายว่าด้วยยา กฎหมายว่าด้วยเครื่องสำอาง กฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตราย กฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ กฎหมายว่าด้วยเครื่องมือแพทย์ กฎหมายว่าด้วยการป้องกันการใช้สารระเหย และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง
  2. พัฒนาระบบและกลไก เพื่อให้มีการดำเนินการบังคับใช้กฎหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบ
  3. เฝ้าระวังกำกับและตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานของผลิตภัณฑ์สถานประกอบการ และการโฆษณา รวมทั้งผลอันไม่พึงประสงค์ของผลิตภัณฑ์ตลอดจนมีการติดตามหรือเฝ้าระวังข้อมูลข่าวสารด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพจากภายในประเทศและภายนอกประเทศ
  4. ศึกษา วิเคราะห์ วิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และระบบงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
  5. ส่งเสริมและพัฒนาผู้บริโภคให้มีศักยภาพในการเลือกบริโภคผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ถูกต้อง เหมาะสม ปลอดภัย และคุ้มค่า รวมทั้งเพื่อให้ผู้บริโภคนั้นมีการร้องเรียน เพื่อปกป้องสิทธิของตนได้
  6. พัฒนาและส่งเสริมการดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ โดยการมีส่วนร่วมของภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชน และเครือข่ายประชาคมสุขภาพ
  7. ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาหรือตามที่กระทรวงหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย
________________________________________________________________________________


จะเห็นได้ว่า อ.ย. มีความสำคัญในทางกฏหมายถ้าผู้ประกอบการใดๆ ละเมิดกฎที่ อ.ย.ตั้งไว้ โดยบางครั้ง อ.ย. จะมีการสุ่มตรวจสอบสินค้า ถ้าผิดหลักเกณฑ์ อ.ย. จะถูกลงโทษ หรือถ้าถูกผู้บริโภคร้องเรียนจะถูกตรวจสอบ ถ้าผิดจริงอาจมีผลลงโทษตามกฎหมายได้ 
ดังนั้นก่อนซื้อผลิตภัณฑ์ใดๆ ที่อยู่ในกลุ่มอาหารและยา หรือเครื่องสำอางต่างๆ ผู้บริโภคควรสังเกตุสัญลักษณ์ อ.ย. ทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัย (เพราะ อ.ย. ได้เป็นผู้ทดสอบว่าผลิตภัณฑ์นั้นมีสรรพคุณตามที่อ้างจริง และไม่มีวัตถุที่ผิดกฎหมาย)

ที่มา : wikipedia

Sunday, 16 December 2012

ประโยชน์และโทษของการดื่มของมึนเมา



รูปจากอินเตอร์เนท

ประโยชน์และโทษของการดื่มของมึนเมา
ของมึนเมา(เหล้า เบียร์ ไวน์) ไม่ใช่ว่าไม่มีประโยชน์ซะเลยทีเดียวผมได้รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวกับประโยชน์และโทษของการดื่มของมึนเมามาให้ดูกันครับ

ประโยชน์ของการดื่มของมึนเมา (เหล้า เบียร์ ไวน์)

  1. รัฐมีรายได้มากขึ้น เพราะรัฐขึ้นภาษี เหล้า เบียร์ ไว้สูงมาก
  2. เจ้าของและพนักงานผู้ผลิตของมึนเมา รวยขึ้น
  3. เจ้าของและพนักงานผู้ผลิตน้ำแข็ง , โซดา  รวยขึ้น
  4. เจ้าของสถานบริการและพนักงานร้านอาหาร เธค ผับ บาร์ อยู่ได้
  5. คนในวงการโฆษณามีงานทำมากขึ้น เพราะของมึนเมาต้องการการโฆษณา
  6. หมอมีงานทำมากขึ้น เพราะต้องรักษาอาการติดเหล้า ตับแข็ง 
  7. ตำรวจมีงานทำมากขึ้น เพราะคดีที่มาจากเหล้า เช่น ทะเลาะวิวาท ข่มขื่น เมาแล้วขับ
  8. อาจช่วยในการเข้าสังคมได้บ้าง แต่ถ้าดื่มมากเกินไปจะเป็นโทษ


โทษของการดื่มของของมึนเมา (เหล้า เบียร์ ไวน์)

  1. คนดื่มขาดสติได้อาจเปลี่ยนบุคลิกบางส่วนไปด้วย เช่น เงียบครึมเป็นก้าวร้าว
  2. ตับทำงานหนัก ซึ่งตับทำหน้าที่ลำเลียงของเสียออกจากร่างกาย ถ้าเสียเสียหายมากจะทำให้เป็นอันตรายต่อร่างกาย
  3. ทำให้ความสามารถในการทรงตัวลดลงและตัดสินใจลดลง ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เมื่อขับรถยนต์
  4. เสียเงินโดยประโยชน์ที่ได้กลับมานั้นไม่คุ้มเลย
  5. เสียเวลา แทนที่จะได้ใช้เวลานั้นอยู่กับครอบครัวหรือทำมาหากิน
  6. ถูกแฟนหรือเมียทิ้งได้
  7. เกิดการเมาค้าง ทำให้ไปทำงานไม่ได้หรือไม่ดี
  8. ภาพลักษณ์เสียเมื่อเมาแล้วอ๊วก หลับ หรือควบคุมสติไม่ได้
  9. อันตรายต่อตัวเองโดยเฉพาะผู้หญิง ถ้าหมดสภาพทำให้ง่ายต่อการโดนข่มขืน
  10. ขับรถแล้วดื่มของมึนเมา ถ้าเกิดอุบัติเหตุจะโดนข้อหาหนักและประกันอาจไม่รับผิดชอบได้
  11. ถ้าดื่มติดต่อกันเป็นเวลาหลายปีมากเกินจะเป็นพิษสุราเรื้อรัง ทำให้เกิดอาการ สมองเสื่อม หวาดระแวง หูแว่ว หลงผิด คลุ้มคลั่ง


สรุป
จะเห็นว่าประโยชน์ของการดื่มของมึนเมานั้นมีเยอะเลย แต่โดยมากเป็นประโยชน์กับผู้ผลิตและคนที่เกี่ยวข้องแต่ไม่ใช่คนที่ดื่มนะครับ คนที่ดื่มนั้นมีโทษมากกว่าและร้ายแรงมากกว่าด้วย ลองคิดดูนะครับว่าอยากให้คนที่เกี่ยวข้องกับของมึนเมารวยขึ้นแล้วทำให้ร่างกายเราหรือครอบครัวเราแย่ลง  หรือทำให้ครอบครัวและชีวิตเรารวยขึ้น มีความสุขขึ้น

Saturday, 15 December 2012

8 วิธีดูแลสุขภาพ


รูปจากอินเตอร์เนท

8 วิธี ดูแลสุขภาพ
สุขภาพคือสิ่งที่อยู่คู่กับร่างกายมนุษย์ ดังนั้นการดูแลสุขภาพเบื้องต้นจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อลดโอกาสหรือความเสี่ยงต่อโรคร้ายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยสามารถทำได้ง่ายๆ 8 วิธี

1. รับประทานอาหารหลัก 5 หมู่ ให้ครบ 3 มื้อ จะช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารและพลังงานอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ทำให้ร่างกายแข็งแรงต่อภูมิคุ้มกันโรค
2. ไม่ดื่มสุราหรือของมึนเมาและไม่สูบบุหรี่ การดื่มของมึนเมาทำให้ความสามารถในการตัดสินใจลดลงทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย และยังทำลายสุขภาพ ถ้าดื่มมากเกินไปทำให้เกิดอาการมึนงง อาเจียร ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคตับแข็ง ส่วนการสูบบุหรี่เป็นยาเสพติดชนิดหนึ่งซึ่งพิษของบุหรี่จะไปทำลายปอด
3. ควบคุมน้ำหนัก ไม่ให้มากหรือน้อยเกินไป ใช้สูตรง่ายๆ
สูตรนี้ เป็นสูตรคิดน้ำหนัก มาตรฐานที่ทางกระทรวงสาธารณสุขรับรองมา ทั้ง 2 สูตร
สูตรที่ 1 : [ความสูง (cm.) - 150] ได้เท่าไหร่ แล้วคูณด้วย 0.7 หลังจากนั้น นำไปบวก กับค่าดังต่อไปนี้
          ผู้ชาย : ? + 50
          ผู้หญิง : ? + 45

สูตรที่ 2[ความสูง (cm.) -100] แล้วคูณด้วยค่าต่างๆ ดังค่อไปนี้คือ

        ผู้ชาย : ? X 0.9 
ผู้หญิง : ? X 0.8
เพียงเท่านี้ คุณก็จะทราบ ถึงน้ำหนัก ที่ค่อนข้าง จะได้มาตรฐาน ที่แท้จริงสำหรับคนไทย 
4. นอนหลับ อย่างเพียงพอ 7-9 ชั่วโมง  ประโยชน์ของการนอนหลับคือ ทำให้ร่างกายเกิดการเจริญเติบโตและการฟื้นฟูระบบภูมิคุ้มกัน ประสาท กระดูกและกล้ามเนื้อ 
ถ้าเราอดนอนจะทำให้เกิดความอ่อนล้าทั้งทางร่างกาย จิตใจและอารมณ์ต่าง ๆ ทั้งยัง ทำให้ความสามารถในขบวนการคิดระดับสูงลดลง
5. ออกกำลังกาย เป็นประจำ ระหว่างการออกกำลังกายร่างกายจะหลั่งสารอดรีนาลีน ทำให้รู้สึกสดชื่น จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง มีภูมิคุ้มกันต่อโรค และสุขภาพจิตแจ่มใสอีกด้วย
6. ตรวจสุขภาพประจำปี เป็นการป้องกันและเฝ้าระวังความผิดปกติของร่างกายในช่วงของการก่อกำเนิดโรคร้ายต่างๆ ได้ โดยโปรแกรมตรวจสุขภาพประจำปี จะมีการตรวจโรคหลายแบบหลายอย่างด้วยกัน โดยสามารถดูโปรแกรมตรวจสุขภาพของแต่ละโรงพยาบาลที่จัดไว้ให้ได้
7. เข้ารับการรักษาเมื่อมีโรค เช่น เมื่อเจ็บป่วย หรือป่วยเป็นโรคต่างๆ (โรคเบาหวาน, โรคความดันโลหิตสูง, โรคหัวใจ ฯลฯ ) ให้รีบเข้ารับการรักษาโดยทันที โดยเฉพาะโรคที่ต้องเฝ้าระวังติดตาม เช่น โรคเบาหวาน เป็นต้น

8 อย่าชะล่าใจไม่ฉีดยาหรือวัคซีน เช่น โดนหมากัดแล้วไม่คิดว่าเป็นหมาบ้าไม่ได้ไปฉีดวัคซีน ก็อันตรายถึง ตายได้ หรือโดนสังกะสีบาดแล้วไม่ไปฉีดยากันบาดทะยัก ก็มีความเสี่ยงต่อการเป็นบาดทะยัก ได้ รวมถึงวัคซีนหรือยาอื่นๆ  

Thursday, 6 December 2012

ไขมันอิ่มตัวกับไม่อิ่มตัว


รูปจากอินเตอร์เนท

ไขมันอิ่มตัวกับไม่อิ่มตัว
นักวิทยาศาสตร์ได้แบ่งชนิดของไขมันได้เป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ ไขมันอิ่มตัว กับ ไขมันไม่อิ่มตัว

ไขมันอิ่มตัว
ไขมันอิ่มตัว ได้จากสัตว์ ไขมันชนิดนี้มักจะอยู่ในเนื้อสัตว์หรือหนังสัตว์ น้ำมันหมู ไข่แดง สัตว์ปีก ผลิตภัณฑ์จากนม และน้ำมันบางชนิดที่ได้จากพืชด้วย เช่น กรดไขมัน พาลมิติก ที่มีมากในน้ำมันปาล์ม และ น้ำมันมะพร้าว

ไขมันไม่อิ่มตัว
ไขมันไม่อิ่มตัวแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ
1. ไขมันไม่อิ่มตัว เชิงซ้อน (หลายตำแหน่ง) ได้จากพืช
2. ไขมันไม่อิ่มตัว เชิงเดี่ยว (ตำแหน่งเดียว)ได้จากพืช และสัตว์น้ำ
ในไขมันไม่อิ่มตัวทั้ง 2 ประเภทนั้นเราพบว่า ไขมันที่ได้มักจะมีผสมกันทั้ง 2 ประเภท ในอัตราส่วนที่ ต่างกัน อาจจะมากบ้างน้อยบ้างในน้ำมันแต่ละชนิด เช่น ในน้ำมันถั่วเหลืองมีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนมากกว่าเชิงเดี่่ยว ขณะที่น้ำมันมะกอกและผลเปลือกแข็งและเมล็ดเช่นงา มีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวมากกว่าเชิงซ้อนเป็นต้น

สรุปเรื่องไขมัน

1.      ไขมันทรานส์ (เช่นเค้ก คุ้กกี้ ขนมกรุบกรอบ ครีมเทียม เนยเทียม) และไขมันอิ่มตัว (เช่นไขมันสัตว์อย่างหมู วัว น้ำมันปาล์ม) ทำให้เป็นโรคมากขึ้น ควรหลีกเลี่ยง (เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน หัวใจ ฯลฯ)
2.      ไขมันไม่อิ่มตัว ช่วยป้องกันโรคได้ (เช่นน้ำมันพืชตามธรรมชาติยกเว้นพืชสกุลปาลม์) จึงควรบริโภคแทนไขมันทรานส์และไขมันอิ่มตัว
3.      ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (เช่นน้ำมันมะกอก) และไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (เช่นน้ำมันถั่วเหลือง) มีอยู่ด้วยกันในอาหารธรรมชาติและดีทั้งคู่ ควรบริโภคควบกันไป ไม่มีข้อมูลสรุปได้เด็ดขาดว่าอะไรดีกว่าอะไร
4.      ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวเช่นน้ำมันมะกอกทนความร้อนได้ดีกว่าไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน จึงเหมาะแก่การใช้ปรุงอาหารด้วยความร้อนเช่นการผัดหรือทอดมากกว่า
5.      สำหรับคนเป็นเบาหวานที่มีไตรกลีเซอไรด์สูง ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวซึ่งเพิ่ม HDL ได้ อาจจะเอื้อต่อการรักษาโรคเบาหวานได้ดีกว่าแหล่งพลังงานอื่นเช่นคาร์โบไฮเดรตหรือไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน


่k-man


Wednesday, 5 December 2012

ตรวจสุขภาพ



รูปจากอินเตอร์เนท


ตรวจสุขภาพ
หลายคนอาจยังไม่เคยใส่ใจหรือสนใจในเรื่องของการตรวจสุขภาพ บางคนคิดว่ามันแพง และเสียเวลาการทำงานด้วย ก็ต่างๆ นาๆ กันไป ของแต่ละคนที่เกี่ยวกับการตรวจสุขภาพ แต่ว่าประโยชน์ของการตรวจสุขภาพจริงๆ แล้ว มีประโยชน์มากเลยทีเดียว ซึ่งการจรวจสุขภาพจะช่วยบอกเราเกี่ยวกับโรคที่กำลังก่อตัวขึ้น ก่อนที่จะลุกลามไปมากกว่านั้น ซึ่งบางครั้งอาการก็หนักจนรักษาไม่ได้แล้ว ดังนั้นการตรวจสุขภาพจึงเป็นการเฝ้าระวัง เกี่ยวกับโรคที่กำลังจะเกิดขึ้นได้ และให้เรารู้ถึงสภาพที่แท้จริงของร่างกาย

เลือกประเภทและสถานที่ของการตรวจสุขภาพ
ในแต่ละโรงพยาบาลจะมี โปรแกรมตรวจสุขภาพ แตกต่างกันไป บางที่มีโปรแกรมเดียว บางที่มีหลายโปรแกรม และแต่ละโปรแกรม ก็จะมีการตรวจโรคที่ไม่เท่ากัน (โปรแกรมไหนแพง จะมีการตรวจโรคมากกว่าโปรแกรมถูก) ดังนั้นควรดูที่กำลังทรัพย์และความเหมาะสม

เตรียมตัวก่อนเข้ารับการตรวจสุขภาพ
ไม่ดื่มสุรา ไม่ดื่มกาแฟ หรือ อดนอน ก่อนการตรวจสุขภาพ
งดอาหารและเครื่องดื่มทุกชนิด ยกเว้น น้ำดื่ม ก่อนเข้ารับการตรวจอย่างน้อย 12 ชั่วโมง
ถ้าตรวจภายใน (เฉพาะสตรี) ควรสวมใส่กระโปรง และควรตรวจก่อนหรือหลังการมีประจำเดือน 7 วัน
สวมใส่เสื้อที่พับแขนได้สะดวก ไม่รัด เพื่อความสะดวกในการเจาะเลือด
ควรตรวจสุขภาพในช่วงเช้า เพื่อไม่ให้ร่างกายอ่อนเพลียจนเกินไป
ไม่ควรออกกำลังกายก่อนการเจาะเลือด เพราะมีผลต่อการตรวจโรค

แพทย์เขาตรวจอะไรบ้าง

  • ตรวจสุขภาถทั่วไปโดยแพทย์
  • เอ็กซเรย์ปอดและหัวใจ
  • ตรวจความสมบูรณ์เม็ดเลือด
  • ตรวจน้ำตาลในเลือด
  • ตรวจหาการติดเชื้อเอดส์
  • ตรวจการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี
  • ตรวจปัสสาวะ

* เป็นตัวอย่างการตรวจ โปรแกรมตรวจจริงๆ จะขึ้นอยู่กับโรงพยาบาลและโปรแกรมที่คุณเลือก

สิ่งที่เข้าใจผิดเกี่ยวกับการตรวจสุขภาพ
การตรวจสุขภาพทั่วไป ผลการตรวจคือสภาพร่างกาย ณ ขณะนั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าในอนาคตจะไม่มีโรคอะไรเกิดขึ้นเลย ดังนั้นสำหรับคนที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอยุ่ เช่น คนที่พ่อแม่เป็นเบาหวานเขามีปัจจัยเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานอยู่ด้วย ถ้าเขาไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันโรคเบาหวาน (ไม่คุมน้ำหนัก ไม่ออกกำลังกาย กินขนมหวานเยอะๆ) จะทำให้เขาเป็นโรคเบาหวานได้ ซักวันหนึ่งอย่างแน่นอน

หรือคนที่ดื่มสุราแต่เจาะเลือดเพื่อดูโรคตับแล้ว ผลเลือดยังเป็นปกติ ก็ยังชะล่าใจดื่มสุราอยู่ ก็มีโอกาสสูงที่จะเป็นโรคตับได้อยู่

Monday, 3 December 2012

ประกันสุขภาพ



รูปจากอินเตอร์เนท

ประกันสุขภาพ ?
อาจมีหลายๆ คนที่ยังไม่รู้คำตอบที่แน่ชัด เกี่ยวกับเรื่องประกันสุขภาพ ให้ผมพูดอย่างง่ายๆ ก็คือ ประกัน ชนิดหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับสุขภาพของของเรา อย่างเช่น การเจ็บป่วย ด้วยโรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรงก็ตาม รวมถึงการเสียชีวิต ด้วย และในบางรูปแบบประกัน อาจมีการ ประกันชดเชย รายได้ ด้วย  ยามเจ็บป่วย สิ่งเหล่านี้คือ คี หลักๆ ของ ประกันสุขภาพ ...

แล้วประกันสุขภาพหาได้จากไหนล่ะ
ประกันสุขภาพหาได้จากบริษัท ขายประกันทั่วไป แต่ว่าแต่ละที่ก็จะมี รายละเอียดเกี่ยวกับ โรคร้ายแรงต่างๆ กับเบี้ยประกันภัย กับเงื่อนไข ที่ต่างกันไป ควรศึกษาให้แน่ชัดในแต่ละรายละเอียดกับผลประโยชน์ที่จะได้รับ รวมถึงการสอบถามเกี่ยวกับเรื่องของการเคลมประกันกับคนที่เขาเคยทำประกันด้วย (สำคัญ นะ จะได้ไม่ต้องเสียใจทีหลัง ว่ามันไม่จ่ายค่ารักษาเราเลย)

ผลประโยชน์ด้านใดบ้าง (เช็คดูแต่ละบริษัทว่าอย่างไหนมีหรือไม่มี)
    *ไม่เคยเคลม ประกัน มีส่วนลดหรืออะไรพิเศษ หรือเปล่า
          - ได้ เบี้ยคืน หรือลดเบี้ย หรือได้ของแถม
     * มีการชดเชยรายได้ทั้งจากการเจ็บป่วย และอุบัติเหตุ ไหม
          - มี วันละ xxxx บาท นานสูงสุด xxx วัน
     * คุ้มครองการเสียชีวิตไหมจากการเจ็บป่วยและอุบัติเหตุ
          - xxxxx บาท
     * ชำระเบี้ยรูปแบบไหนบ้าง
         - รายเดือน , 3 เดือน , 6 เดือน , รายปี
             
สำคัญมาก
ต้องดูเงื่อนไขความค้มครอง และผลประโยชน์ ให้ชัดเจน (เช่นไม่รับประกันจากโรคร้ายแรงอะไรบ้าง) เพื่อเป็นประโยชน์กับตัวเราเอง และใช้ในการเปรียบเทียบประกันแต่ละ บริษัท ได้ อย่างดี (รู้มากกว่าย่อมเป็นประโยชน์อยู่แล้ว) เรื่องของค่ารักษาพยาบาล ก็เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสนใจมาก แต่ละที่จะใ้ห้ค่าห้อง ค่ารักษาพยาบาลไม่เท่ากัน ควรตรวจสอบค่าห้องกับค่ารักษาในโรงพยาบาลที่ต้องการรักษา เพื่อเลือกประกันให้คลอบคลุมค่าใช้จ่ายนี้
สำหรับคนที่คิดว่าประกันสุขภาพไม่สำคัญ ผมอยากให้รู้ว่า มีไว้ย่อมดีกว่าไม่มีอยู่แล้ว มีไว้เพื่อเ็ป็นหลักประกัน ยากเจ็บป่วย เราจะได้ไม่ต้องเสียเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาลแบบเต็มๆ (ซึ่งเดี๋ยวนี้ค่ารักษาพยาบาลค่อนข้างแพง)
เพิ่มเติมสำหรับคนที่มีลูกอายุน้อยๆ การทำประกันสุขภาพให้กับลูกน้อยอาจให้ผลประโยชน์มากกว่าที่คิด (เพราะเด็กๆ นั้น เ่จ็บป่วยง่าย) แต่ว่าค่าประกันก็จะแพงกว่าผู้ใหญ่

Monday, 10 September 2012

สุขภาพผู้สูงอายุ


รูปจากอินเตอร์เนท

ผู้สูงอายุเราก็เป็นคนหนึ่ง ที่สักวันก็ต้องเป็นแบบนั้น ยกเว้นซะแต่ว่า เราจากไปก่อนถึงเวลาเท่านั้นเอง
สุขภาพผู้สูงอายุ นิยามความหมายของ ผู้สูงอายุ นั้น ตามพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ.2546 ให้ความหมายไว้ คือ "บุคคลที่มีอายุ 60 ปี บริบูรณ์ขึ้นไป"
แต่ความจริงแล้วร่างกายเราเริ่มเสื่อมสภาพลงตั้งแต่อายุ 30 ปี ขึ้นไป และเมื่อเราเริ่มมีอายุมากขึ้น ก็จะมีโรคต่างๆ ตามมามากขึ้น อันเนื่องมาจากการใช้ชีวิตของเราก่อนเข้าวัย สูงอายุ นั่นเอง โรคหรืออาการที่เกี่ยวข้องกับ ผู้สูงอายุมี ดังนี้

  1. ความจำเสื่อมหรืออัลไซเมอร์ เป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับสมองเป็นสาเหตุทำให้ สูญเสียความทรงจำ หรือเป็นโรคประสาท ได้. อาการโรคอัลไซเมอร์จะเติบโตอย่างช้าๆ จึงต้องใช้ระยะเวลานานกว่าอาการนั้นจะปรากฎออกมาอย่างชัดเจน
  2. ไขข้ออักเสบ ทำให้เกิดความเจ็บปวดบริเวณที่เป็นข้อต่อของกระดูก ไม่ว่าจะเป็น กระดูกสันหลัง คอ หลัง บ่า เขา ข้อศอก
  3. เบาหวาน มักเกิดมาจากการกินของหวานมากเกินไปเป็นระยะเวลานานหลายปี จนทำให้ร่างกายดื้อต่อ อินซูลิน ทำให้เกิดเป็นโรคเบาหวานขึ้นมาได้
  4. อ้วน เมื่ออายุมากขึ้นโดยมากแล้วชีวิตจะมั่นคงขึ้น ทำให้ออกกำลังกายหรือใช้แรงน้อยลง กินมากขึ้น ทำให้เกิดเป็นโรค อ้วนได้ 
  5. ความดันโลหิตสูง ผลจากการไม่ดูแลรักษาตัวเองในตอนวัยหนุ่มแล้วปล่อยให้เป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน ก็จะทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง ตามมาได้
  6. นอนไม่สบาย ไม่ว่าเป็นการนอนไม่หลับ นอนน้อย ถ้ามีการรบกวนระหว่างนอน จะทำให้ผู้สูงอายุมีความรู้สึกไม่สบาย เหนื่อยง่าย
  7. ต้อหิน ต้อกระจก เมื่ออายุมากขึ้น อาจรวมถึงการเป็นโรคเบาหวานด้วย จะทำให้วุ้นในตาเสื่อมทำให้เกิดเป็นต้อกระจกหรือต้อหินขึ้นมาได้ ถ้าไม่รักษาให้ทันท่วงที อาจตาบอดได้
  8. ไขมันในเส้นเลือด บริโภคไขมันหรืออาหารมากๆ แล้วร่างกายใช้งานไม่ทัน จะเกิดเป็นไขมัน เข้าไปในเส้เลือด
  9. หัวใจและหลอดเลือด ถ้าร่างกายมีไขมันมาก หรือเป็นโรคเบาหวาน อาจทำให้เกิดเป็นโรคหัวใจเนื่องมาจากไขมันอุดตันในเส้นเลือดได้ 
  10. ท้องอืด ท้องเฟ้อ ระบบย่อยอาหารในร่างกายของผู้สูงอายุเริ่มเสื่อมลง ทำให้ย่อยอาหารได้ช้า ทำให้เกิดท้องอืด ท้องเฟ้อได้ ดังนั้นควรกินอาหารอ่อน และกินตรงเวลา
  11. หูตึง อาการหูตึงนั้นเมื่ออายุมากขึ้นเรื่อยๆ อาการหูตึงก็จะมากขึ้นเรื่อย ด้วยเช่นกัน
  12. กระดูกพรุน เกิดจากการขาดแคลเซียมทำให้กระดูกแตกหักง่าย
  13. ซึมเศร้า เพราะเนื่องจากเมื่ออายุมากขึ้นทำให้เป็นโรคต่างๆ มากขึ้น และไม่แข็งแรงเหมือนเดิม ทำให้รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจตัวเอง
เห็นได้ว่าโรคของผู้สูงอายุ มีมากเลยทีเดียว และโดยส่วนมากแล้วเราสามารถป้องกันหรือบันเทาโรคเหล่านั้นได้ตั้งแต่ในวัยหนุ่ม ดังนั้นควรจะต้องดูแลสุขภาพตัวเองตั้งแต่วันนี้ก่อนที่จะแก่ตัวลงและเป็นโรคที่รักษาไม่ได้แล้ว

ประโยชน์และโทษของการออกกำลังกาย


รูปจากอินเตอร์เนท

การออกกำลังกายนั้นมีประโยชน์มากมายเลยทีเดียวแต่โทษนั้นก็มีอยู่ด้วย ผมได้ลองจำแนกออกมาถึงประโยชน์และโทษของการออกกำลังกาย มาให้ดูกันครับ ลองดูว่าการออกกำลังกายแบบไหนที่เป็นโทษก็ขอให้หลีกเลี่ยงกันนะครับ

ประโยชน์ของการออกกำลังกาย

  1. อารมณ์แจ่มใส หลังจากวันที่เคร่งเครียด ถ้าได้ออกกำลังกายให้เหงื่อออกท่วมตัวสักหน่อย ร่างกายจะหลั่งสาร แอนดอฟิน ทำให้เรารู้สึกสดชื่นแจ่มใส และมีความสุข
  2. ช่วยควบคุมน้ำหนัก การออกกำลังกายเป็นประจำช่วยให้เราควบคุมน้ำหนัก ไม่ให้มากเกินไป และสามารถควบคุมน้ำหนักให้ลดลงมากกว่าปกติได้อีกด้วย เพราะการออกกำลังกายเป็นการเผลาผลาญพลังงาน (แคลลอรี่) ได้อย่างดี 
  3. ช่วยป้องกันโรคและทำให้สุขภาพดีขึ้น ถ้าเป็นห่วงเรื่องของโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง จะไม่ต้องเป็นห่วงมากนัก เพราะต้นเหตุของโรคเหล่านั้นมักมาจากการที่เราน้ำหนักเกิน ถ้าเราได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เราจะสามารถลดคลอเรสเตอรอล และลดไตรกลีเซอไร อีกด้วย ซึ่งทำให้ความเสี่ยงเกี่ยวโรคหัวใจและหลอดเลือดลดลง. แม้แต่ในคนที่เป็น โรคเบาหวาน การออกกำลังกายก็ยังป้องกันการลุกลามไปสู่โรคแทรกซ้อนอื่นๆ ได้อีกด้วย
  4. ช่วยให้หลับสบาย ถ้าคุณเป็นคนที่นอนไม่ค่อยหลับ การออกกำลังกายจะช่วยให้คุณหลับง่ายและหลับลึกขึ้น แต่ระวังว่าอย่างออกกำลังกายตอนใกล้เวลานอนมากเกินไป คุณอาจจะนอนไม่หลับแทนก็ได้
  5. ช่วยเพิ่มพละกำลังให้กับร่างกาย (เหนื่อยง่าย) หลังจากผ่านการออกกำลังกายมาช่วงหนึ่ง ร่างกายจะสร้างความความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อ ทำให้เราทำงานที่ต้องใช้แรงหรือออกกำลังกายได้นานมากขึ้นด้วย
  6. สนุกเพลิดเพลิน การออกกำลังกายนอกจากร่างกายจะแข็งแรงแล้ว ยังมีความสนุกสนานเพลิดเพลินได้อีกด้วย เราสามารถเลือกกิจกรรมออกกำลังกายได้หลากหลายรูปแบบชนิดด้วยกัน เช่น ฟุตบอล, เทนนิส , แบทมินตัน , วิ่ง และยังมีการออกำำลังกายอื่นๆ อีกมากมาย
โทษของการออกกำลังกาย
  1. ไม่วอร์มอัพออกกำลังกายเลยอาจทำให้กล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็นฉีกขาดได้ เนื่องมาจากการไม่วอร์มอัพร่างกายให้พร้อมก่อนการออกกำลังกาย ในการออกกำลังกายแต่ละประเภทหรือกีฬาแต่ละประเภทต้องการ การออกแรงไม่เท่า ในบางกีฬาต้องใช้การเคลื่อนไหวที่เร็ว และแรง กระทันหัน ถ้าเราไม่วอร์มร่างกายให้พร้อมแล้วฝืนออกแรงกะทันหันก็มีโอกาสที่ร่างกายจะปรับตัวไม่ทันทำให้ กล้ามเนื้อฉีกขาด หรือเส้นเอ็นฉีกขาดได้ ขอยกตัวอย่างกีฬาเช่น แบดมินตัน เป็นต้น
  2. เป็นกิจกรรมที่คุณต้องใช้เวลา การออกกำลังเป็นสิ่งที่ต้องแลกมาด้วยกับเวลา กับคนบางคนอาจไม่เวลามากพอที่จะออกกำลังกายได้
  3. ต้องใช้เงิน ถ้าไปเข้าโรงยิมคุณต้องเสียเงินค่าเข้าโรงยิม และอาจต้องเสียค่า อุปกรณ์ต่างๆ เกี่ยวกับการออกกำลังกาย เช่น รองเท้าวิ่ง เป็นต้น
  4. อาจเกิดการบาดเจ็บ เนื่องมาจากการออกกำลังกายได้ เช่น หกล้ม เป็นต้น

Thursday, 6 September 2012

ประโยชน์และโทษจากการกินขม


รูปจากอินเตอร์เนท

ในอดีตโบราณที่ผ่านมาเรามักจะได้ยินสุภาษิต ว่า หวานเป็นลม ขมเป็นยา ซึ่งตามความเชื่อสมัยก่อนนั้นเชื่อว่าอาหารรสขม เป็นอาหารที่เป็นยา ช่วยบำรุงร่างกาย ถ้าเคยดูหนังจีนเราจะพบมากมายว่าคนป่วยต้องกินยาหม้อซึ่งเคี่ยวจนขม และถ้าเราสังเกตุดูเราจะพบว่าความขม จะอยู่ในผักหลากหลายชนิด ซึ่งผักเหล่านั้นมักมีสรรพคุณเป็นยาอีกด้วย (นี่อาจเป็นที่มาของสุภาษิต หวานเป็นลม ขมเป็นยาก็ได้)

ประโยชน์จากการกินขม

  • ในดีของสัตว์  ชนิดต่างๆ มีรสขม ซึ่งจะช่วยในการบำรุงเลือด บำรุงหัวใจ และบำรุงน้ำดี
  • สะเดา เป็นยาระบาย แก้นิ่ว ขับปัสาวะ ช่วยให้นอนหลับดี มักนิยมจิ้มกับน้ำพริก หรือทำน้ำจิ้มหวานๆ ให้ตัดกับรสสะเดา ทำให้เจริญอาหารดีอีกด้วย
  • มะระ เป็นยาเจริญอาหาร , ยาระบาย , แก้โรคม้าม ,โรคตับ , ขับพยาธิ ในแพทย์จีนเชื่อว่า มะระช่วยขับพิษ , ฟอกเลือด , บำรุงตับ , บำรุงสายตา และผิวหนัง
  • กาแฟ มีสาร คาเฟอีน ซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นประสาทส่วนกลาง ทำให้ร่างกายเกิดการตื่นตัวและลดความง่วงได้ 
  • ขี้เหล็ก ช่วยให้หลับดี , เป็นยาระบาย , ช่วยบำรุงร่างกาย , แก้ไข้ , แก้นิ่ว , ขับปัสสาวะ  และใน ขี้เหล็กจะมี วิตามิน เอ และ วิตามิน ซี ค่อนข้างสูง อีกด้วย
  • ใบยอ  มีวิตามินสูง ช่วยต้านมะเร็ง ช่วยลดอาการภูมิ เป็นยาระบาย แก้วิงเวียนศรีษะ

การกินขมมากๆนั้น ยังไม่พบข้อมูลว่ามีผลกระทบอะไรกับร่างกายมากนัก อาจเป็นเพราะว่า รสขม เป็นรสที่ไม่โปรดปรานของคนทั่วไปนัก ทำให้ไม่ค่อยมีคนที่กินขมมากๆ ก็ได้

Tuesday, 4 September 2012

สุขภาพฟัน



ทราบกันดีอยู่แล้ว ว่าฟันคนเรามี 2 ชุด คือ ฟันน้ำนม กับ ฟันแท้ โดยฟันน้ำนมนั้นขึ้นตอนเด็ก และพอโตขึ้นมาฟันน้ำนมก็จะร่วงหมดปลากและเกิดฟันแท้ขึ้น ทีนี้เราก็ต้องอยู่กับฟันแท้ไปตลอดชีวิต เลย เมื่อต้องอยู่กับฟันแท้ตลอดชีวิตเรา็ก็ควรต้องรู้เกี่ยวกับฟันของเราให้มากขึ้น

สาเหตุของฟันผุ
ภายในปากของเรานั้นมีแบคทีเรียอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น ที่ฟัน เหงือก ลิ้น และ ริมฝีปาก. การมีแบคทีเรียในปากเรานั้นเป็นเรื่องปกติ แบคทีเรียนั้นก็มีทั้งทำลายสุขภาพเหงือกและฟัน แต่ส่วนมากแล้วไม่อันตราย และแบคทีเรียบางชนิดนั้นทำประโยชน์ให้กับร่างกายด้วย. เมื่ออยู่ในปากของเราจะมีแบคทีเรียบางชนิดมาเกาะบริเวณผิวของฟัน ทำตัวเป็นที่ครอบฟันของเรา ถ้าเราไม่กำจัดออกไปจะนำพาให้แบคทีเรียชนิดต่างๆ ก็จะเจริญเติบโตบนผิวฟัน. โปรตีนจากน้ำลายก็จะไปผสมเข้ากับแบคทีเรียกลายเป็นเหมือนแผ่นฟิล์มเคลือบฟันเราเรียกมันว่าจุลินทรีซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดฟันผุ

ความหวานกับฟัน
ในแต่ละครั้งที่กินขนมหรือน้ำหวาน ที่มีส่วนประกอบของน้ำตาล และ แป้ง. จะเป็นการทำร้ายฟันของเรา เพราะในน้ำตาลและแป้ง จะเป็นสาเหตุของฟันผุใ แต่อย่าคิดว่าแค่น้หลีกเลี่ยงน้ำตาลจากขนมแล้วจะพอนะเพราะความหวานจากผลไม้ที่หวานมากเกินก็เป็นน้ำตาลปริมาณมากอยู่ดี

รักษาฟันของเรา
กินอาหารให้เป็นเวลา  เมื่อเรากินอาหารตรงเวลาจะเป็นการรักษาฟันของเรามากกว่ากินไม่เป็นเวล. ในช่วงเวลาที่กินอาหารนั้นมีน้ำลายออกมามากซึ่งมันจะช่วยทำความสะอาดปากและกำจัดกรดออกจากฟันของเรา
แปรงฟันวันละ 2 ครั้ง  การแปรงฟันเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ต้องแปลงฟันอย่างน้อย วันละ 2 ครั้ง. เชื่อไหมการแปรงฟันทำให้ฟันเราสะอาดขึ้น 35% ในแต่ละซี่เลยทีเดียว
ดื่มนม  ไม่ว่าจะเป็น โยเกิร์ต นมสด นมเปรี้ยว เนย ผลิตภัณฑ์นมเหล่านี้มีประโยชน์กับฟันอย่างมากมาย มันช่วยเพิ่ม แคลเซียม ซึ่งแคลเซียมจะเป็นสารอาหารให้กับฟันทำให้ฟันแข็งแรง นักวิทยาศาสตร์บางคนได้ทำการศึกษาพบว่าการกิน ชีส ยังช่วยป้องกันโรคฟันผุได้อีกด้วย

Sunday, 2 September 2012

สุขภาพจิต




รูปจากอินเตอร์เนท

สุขภาพจิต  อธิบายได้ง่ายๆ คือ ระดับของการคิดดี หรือ ไม่มีการคิดที่เป็นลบ. ซึ่งเป็นจิตวิทยาเชิงบวก อาจรวมไปถึงการมีความสุขในชีวิต และสร้างความสมดุลระหว่างกิจกรรมในชีวิต(การงาน , การใช้ชีวิต) กับความยืดหยุ่นทางอารมย์ (ไม่สติแตกกับอารมด้านต่างๆ เช่น เศร้า โกรธ ฯลฯ) ของแต่ละบุคคลอีกด้วยด้วย
องค์การอนามัยโลก ได้กำหนดนิยามของ สุขภาพจิต  เป็นสภาพชีวิตของแต่ละบุคคล ที่มีความความสามารถในการปรับตัว ด้านอารมณ์ที่มั่นคง ให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง (เศร้า ดีใจ โกรธ ฯลฯ)  ได้ตลอดเวลา และมีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับเพื่อนร่วมงานและบุคคลรอบข้างได้อย่างเป็นสุข

ลักษณะสุขภาพจิตดี

  • คิดก่อนทำ  เป็นคนที่วางแผนในการทำงาน
  • ตอบสนองทางอารมณ์อย่างเหมาสม  ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป
  • เข้ากับคนอื่นได้ดี  สุขภาพจิตที่ดีทำให้เข้ากับคนได้ง่าย
  • ทำงานจนประสบผลสำเร็จได้  ไม่ใช่เพ้อฝัน
  • อดทนรอได้  จนกว่าจะพบทางเลือกที่เหมาะสมหรือดีกว่า
  • ไม่โอ้อวดในความสำเร็จ  เกินความจำเป็น
  • รับผิดชอบในการทำงาน  ให้ประสบความเร็จ
  • เผชิญหน้ากับปัญหา  และหาทางแก้ ไม่หลีกเลี่ยง
  • มีความสุขหรือสนุก  เมื่อแก้ปัญหาหรือทำงานได้่สำเร็จ
  • เรียนรู้จากข้อผิดพลาด  ของตนเองและไม่ทำผิดซ้ำซาก
  • เป็นผู้ที่มีความคิดเป็นของตัวเอง  ไม่ถูกชักจูงง่ายๆ 
  • ยอมรับในชีวิตตัวเอง  และปรับตัวให้เข้ากับชีวิตหรือสิ่งแวดล้อมได้
  • ตั้งมั่นอยู่บนพื้นฐานความจริง ไม่ใช่ความเพ้อฝัน

ประโยชน์ของสุขภาพจิตดี

  • ครอบครัว  ครอบครัวเป็นสุขเพราะทุกคนมีสุขภาพจิตดี
  • การศึกษา  จะสามารถศึกษาเล่าเรียนจนสำเร็จการศึกษาได้
  • ทำงาน  เข้ากับเพื่อนร่วมงานได้ ไม่เบื่อ อดทนต่อความเครียดจากการทำงาน ทำให้บรรลุผลสำเร็จจากการทำงาน
  • มนุษย์สัมพันธ์  เพราะสุขภาพจิตดี จึงไม่มีใครรังเกียจ จึงไม่มีปัญหาในการเข้าสังคม 
  • สุขภาพ  สุขภาพดี เพราะ ชีวิตเป็นสุข นอนหลับดี กินได้เยอะ มีความสุข ไม่เครียดจนเกินไป 


โทษของสุขภาพจิตไม่ดีดี

  • ครอบครัว  ครอบครัวเป็นปัญหา เพราะต้องปรับตัวให้เข้ากับคนมีสุขภาพจิตไม่ดี ทำให้ตัวเองมีสุขภาพจิตที่ไม่ดีไปด้วย
  • การศึกษา  จะศึกษาเล่าเรียนจนจบการศึกษาทำได้ยาก เพราะปัญหาส่วนตัว
  • ทำงาน  เข้ากับเพื่อนร่วมงานได้ยาก เพื่อนร่วมงานต้องปรับตัวเข้าหา หรือเพื่อนร่วมงานอาจกลั่นแกล้งได้ เมื่อสุขภาพจิตไม่ดีอาจทำให้งานที่ออกมาไม่ดีไปด้วย
  • มนุษย์สัมพันธ์    จะเข้ายากกว่าคนมีสุขภาพจิตดี เพราะอาจไม่มีใครอยากคุยด้วย
  • สุขภาพ  สุขภาพไม่ดี ตามผลกระทบจากสุขภาพจิตที่เกิดขึ้นตอนนั้น


อาหารเพื่อสุขภาพ


รูปประกอบจากอินเตอร์เนท

อาหารเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต เพื่อทำให้ร่างกายของเราเติบโตและทำงานได้อย่างเป็นปกติ
ในชีวิตประจำวันเราพบเจออาหารมากมายทั้งมีประโยชน์และไม่มีประโยชน์ ในอาหารแต่ละชนิดจะมีสารอาหารที่แตกต่างกัน แต่รู้หรือไม่ ว่า อาหารเพื่อสุขภาพ จริงๆ แล้วคือการที่เราได้รับ อาหารหลัก 5 หมู่  อย่างครบถ้วนในแต่ละวัน ไม่มากหรือไม่น้อยเกินไป

อาหารหลัก 5 หมู่
  • ผักและผลไม้  ในธรรมชาติมีผักผลไม้อย่างมากมาย ผักหลากหลายอย่าง เช่น กะหล่ำปลี มะเขือ ผักกาด ผักกระเฉด แครอท ผักคะน้า ฯลฯ ผลไม้ เช่น ทับทิม แอปเปิ้ล ทุเรียน ลองกอง มะม่วง ส้ม ฯลฯ ในผักและผลไม้ จะอุดมไปด้วยวิตามินต่างๆ รวมทั้งเกลือแร่ เอนไซน์  และในผักใบเขียวจะอุดมไปด้วยธาตุเหล็กรวมทั้งมีน้ำตาลและไขมันต่ำซึ่งเป็นประโยชน์กับร่างกายสำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนักอีกด้วย ในผักผลไม้ประกอบไปด้วยใยอาหารเป็นจำนวนมาก ซึ่งให้ประโยชน์ในเรื่องของระบบการย่อยอาหาร และในผักผลไม้ส่วนมากจะประกอบไปด้วยสารต่อต้านการเกิดโรคร้ายต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ มะเร็งบางชนิด. การบริโภคผักผลไม้สดๆ หรือในรูปของน้ำผลไม้จะได้ประโยชน์มากที่สุด
  • อาหารประเภทแป้ง  เช่น ธัญญพืช ข้าวโพด ขนมปัง และ มันฝรั่ง ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของอาหารสุขภาพ ในอาหารประเภทแป้ง จะประกอบไปด้วย คาโบไฮเดรต ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานให้กับร่างกาย และเราสามารถเพิ่มใยอาหารเข้าไปหมวดหมู่นี้ได้ด้วยการใช้ธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ขนมปัง ข้าวสาลี ข้าวโอ๊ต หรือ ปลายข้าว
  • ผลิตภัณฑ์จากนม  รวมถึง ชีส ครีมเนย และ โยเกิร์ต. ซึ่งเป็นแหล่งของ แคลเซียม และ โปรตีน. ในผลิตภัณฑ์จากนม  ยังอุดมไปด้วย วิตามิน เอ บี และ ดี อีกด้วย.  แคลเซียม  เป็นส่วนสำคัญสำหรับการเสริมสร้างหรือซ่อมแซมกระดูก. วิตามิน ดี เป็นสิ่งที่จำเป็นในการสร้างและรักษาสุขภาพของกระดูก. ผลิตภัณฑ์นม  ส่วนมากจะมีไขมันสูง ซึ่งจะช่วยสร้างร่างกายและให้พลังงานกับร่างกายอีกด้วย
  • เนื้อสัตว์ ไข่ และ ปลา  เป็นแหล่งสำคัญของ โปรตีน เหล็ก สังกะสี และ วิตามิน บี. สารอาหารเหล่านี้เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตและซ่อมแซมร่างกาย. ไข่ นั้น อุดมไปด้วย เหล็ก และ โปรตีน. เนื้อสัตว์ เป็นแหล่งของ วิตามิน บี 12 ปลา ยังเป็นแหล่งสำคัญของ โปรตีน น้ำมันตับปลา เช่น แซลมอน ซาดีน และปลาทู ซึ่งมีระดับของกรดโอเมก้า 3 ที่สำคัญ 
  • อาหารที่มีไขมันและน้ำตาล  เป็นแหล่งกลังงานที่จำเป็นสำหรับร่างกายของเรา. ไขมัน เช่น เนย ชีส น้ำสลัด มีแคลลอรี่สูง. ขนมต่างๆ เช่น เยลลี่ แยม และเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลสูง. อาหารเหล่านี้ ไม่มีวิตามินและแร่ธาตุประกอบอยู่. ถ้าเราบริโภคอาหารเหล่านี้มากเกินไป จะเกิดเป็นโรคอ้วน. 
ข้อแนะนำในเพื่อสุขภาพ

  • กินอาหารหลากหลายชนิด  ไม่กินแต่อาหารหมู่ใดหมู่หนึ่งมากเกินไป
  • อาหารสำเร็จรูปให้ดูส่วนผสมของฉลาก ดูส่วนผสมเช่น เกลือ น้ำตาล ฯลฯ
  • กินอาหารให้ครบทุกหมู่ในแต่ละวัน
  • แนวทางเพื่อสุขภาพ
    • กินผลไม้หรือผักให้มากกว่า 5 ชนิด ต่อ วัน
    • เลือกธัญพืชไม่ขัดสีและจำกัด อาหารและเครื่องดื่ม ที่ผมสน้ำตาล
    • เลือกไขมันที่ดีต่อสุขภาพ จำกัดไขมันอิ่มตัว และหลีกเลี่ยงไขมันทรานส์
  • พลังงานในแต่ละวัน
    • ผู้ใหญ่ 
      • ผู้หญิง 1,800 - 2,000 แคลอรี่ / วัน
      • ผู้ชาย 2,200 - 2,400 แคลอรี่ / วัน
      • อาจต้องการมากกว่าที่ระบุ ถ้ามีการใช้พลังงานมาก (ออกกำลังกาย, ทำงาน)
    • เด็ก
      • เด็กหญิง อายุ 9 - 13  1,600 แคลอรี่ / วัน
      • เด็กชาย  อายุ 9 - 13  1,800 แคลอรี่ / วัน
      • เด็กอาจต้องการมากกว่าที่ระบุ ถ้ามีการใช้พลังงานมาก 

Wednesday, 29 August 2012

ประโยชน์และโทษจากการกินเผ็ด



รูปประกอบจากอินเตอร์เนท

รสเผ็ด เป็นรสชาด ที่อยู่คู่กับประเทศไทย มาช้านานแล้ว และแทบทุกภาคของประเทศไทยจะมีอาหารรสเผ็ดร้อน ขึ้นชื่อของแต่ละภาค อย่าง ภาคอีสานก็จะเป็น ส้มตำ, น้ำพริกปลาร้า ภาคใต้เป็น คั่วกลิ้ง,แกงเหลือง ภาคหนือ เป็นพวก น้ำพริกตาแดง,น้ำพริกหนุ่ม ส่วนภาคกลางจะเป็น น้ำพริกกะปิ,ต้มยำต่างๆ 
เห็นไหมครับเยอะมากขนาดไหน 
อาหารรสเผ็ดจะมีพริกเป็นส่วนประกอบเสมอ และในพริกนั้นมีสาร แคปไซซิน ซึ่งจะมีอยู่มากที่สุดบริเวณก้านของพริก ส่วนเปลือกและเมล็ด จะมีสารน้อยรองลงมา เรามาดูกันครับว่าสารชนิดนี้ให้ประโยชน์อะไรกับเราได้บ้าง


ประโยชน์จากการกินเผ็ด
  • ช่วยระบบเผาผลาญในร่างกาย เพราะรสชาดเผ็ดร้อนของพริกทำให้เราหลั่งเหงื่อออกมาคลายความร้อนหรือความเผ็ด เห็นได้ว่าคนบางคนกินเผ็ดมากเหงื่อนี้ท่วมตัวเลย
  • ข่วยระบบทางเดินหายใจ ช่วงฤดูฝนที่เป็นหวัดคัดจมูกกันบ่อยๆ ก็ได้อาหารรสเผ็ดร้อนนี้แหละ ที่ช่วยทำให้ระบบทางเดินหายใจของเราโล่งขึ้นได้ เพราะสารแคปไซซินที่อยู่ในพริกนี่แหละที่ช่วยลดน้ำมูกและสารที่ขวางระบบทางเดินหายใจของเรา และด้วยสารตัวนี้แหละยังเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในยาหลายชนิด
  • ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งได้ ในพริกมีวิตามินซี มาก และการกินวิตามินซีมากก็ช่วยในการป้องกันการเกิดมะเร็ง เพราะวิตามินซีช่วยยับยั้ง การสร้างสารไตรซามีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง
  • ช่วยลดความเจ็บปวด จากการปวดฟัน จากอาการเจ็บคอ และสารแคปไซซินในพริกยังถูกนำไปเป็นส่วนผสมของขี้ผึ้งเพื่อใช้สำหรับบรรเทาอาการ ปวด และ คัน ได้
  • ช่วยลดการอุดตันของเส้นเลือด เพราะความเผ็ดร้อนจะทำให้ระบบโลหิตไหลเวียนดีขึ้นและช่วยลดความดันอีกด้วย
  • ช่วยให้รู้สึกสดชื่น ผลจากสารแคปไซซิน ทำให้ร่างกายหลั่งเหงื่อ และช่วยให้ร่างกายผลิตสารเอนดอฟิน


 แต่การกินเผ็ดมาก ก็ไม่เป็นผลดีกับร่างกายเหมือนกัน ลองมาดูกันครับว่าการกินอาหารรสเผ็ดเกินไปนั้นมีผลเสียอะไรกับร่างกายบ้าง

โทษจากการกินเผ็ด / ภัยจากการกินเผ็ด

  • โรคหัวใจ รสเผ็ดจะช่วยทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตในร่างกายทำงานมากขึ้น และมีผลให้หัวใจทำงานหนักมากขึ้น ทำให้เพิ่มเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ  และสำหรับคนที่เป็นโรคหัวใจ ต้องระวังไม่ให้หัวใจทำงานหนักมากเกินไปเพราะอาจเกิดหัวใจวายได้
  • โรคทางกระเพาะอาหาร เมื่อกินอาหารรสจัด(เผ็ด)เข้าไป จะเกิดกรดในกระเพาะ ถ้ากรดมากก็จะทำให้ ท้องอืด , แสบท้อง , ปวดท้อง เวลาถ่ายก็แสบไปด้วย
  • โรคอ้วน เพราะรสเผ็ดช่วยให้เราเจริญอาหารดี ทำให้กินอาหารได้มากขึ้น ทำให้เกิดโรคอ้วนตามมา
  • แสบร้อน เพราะพริกมีสารแคปไซซินซึ่งทำปฎิกิริยากับร่างกายของเรา ถ้าละอองพริกเข้าดวงตา หรือสัมผัสกับร่างกายของเรา อาจทำให้เราแสบตา หรือแสบร้อน บริเวณที่โดนพริกได้






Tuesday, 21 August 2012

ประโยชน์และโทษจากการกินเปรี้ยว


รูปประกอบจากอินเตอร์เนท

ภัยจากการกินเปรี้ยว เมื่อเปรียบเทียบกับ ภัยจากการความหวานและภัยจากการกินเค็มแล้ว ถือว่าไม่รุนแรงมากนัก แต่ถ้ากินเปรี้ยวมากไปก็ไม่ดีต่อร่างกายเหมือนกัน ความเปรี้ยวนั้นมีอยู่ 2 อย่างด้วยกัน คือ ความเปรี้ยวจากสารสังเคราะห์ และ ความเปรี้ยวจากผักผลไม้ต่างๆ

ความเปรี้ยวจากสารสังเคราะห์ ในน้ำส้มสายชู ซึ่งมีส่วนประกอบที่สำคัญคือ Glacial Acetic Acid ซึ่งเป็นตัวทำให้เกิดรสเปรี้ยว หรือเรียกว่า "กรด ซิตริก " ให้ความเปรี้ยวแทนมะนาว ซึ่งใช้นั้นถ้ากินปริมาณน้อยๆ ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ากินปริมาณมากๆ จะพบว่ามีผลเสียต่อร่างกายทีเดียว

ความเปรี้ยวจากผักผลไม้ ความเปรี้ยวที่ได้จากผลไม้ชนิดต่างๆ เช่น มะนาว, มะม่วง, มะขาม, มะยม , สัปปะรส , ฯลฯ จะไม่มีอันตรายมากนัก

ประโยชน์ของการกินเปรี้ยว

  • แก้ไอเจ็บคอ  ใช้มะนาวซัก 3 ลูก ผสมกับน้ำผึ้ง 1 ช้อน จะช่วยรักษาอาการไอเจ็บคอได้ดี เลยเพราะน้ำมะนาวช่วยบรรเทาอาการไอได้ และน้ำผึ้งช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอ
  • ป้องกันการเป็นหวัด  มะนาวนั้นอุดมไปด้วยวิตามิน ซี ถ้ากินเป็นประจำำ จะช่วยบรรเทา หรือป้องกันจากการเป็นหวัด
  • ช่วยกระตุ้นการย่อยอาหาร
  • ช่วยบรรเทาอาการกระหายน้ำ


โทษของการกินเปรี้ยว / ภัยจากการกินเปรี้ยว
  • ทำลายฟัน  กรดจากอาหารที่มีรสเปรี้ยว จะกัดกร่อน ผิวเคลือบฟัน ทำให้ให้ฟันสึกทั้งฟันด้านบนและฟันด้านล่าง ทำให้เกิดอาการเสียวฟัน และำทำให้การอุดฟันทำได้ยากเพราะต้องทำหมดทุกซี่ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง
  •  ท้องร่วง  การกินอาหารรสเปรี้ยวมากเกินไปมักทำให้ ท้องเสีย ร้อนใน และระบบน้ำเหลืองในร่างกายมีปัญหาจึงทำให้บาดแผลหายช้า
  • กระดูกผุ  ความเปรี้ยวที่ได้จากน้ำส้มสายชู แม้จะช่วยขจัดกลิ่นคาวและลดแบคทีเรียในอาหาร แต่ถ้ากินมาเกเกินไปอาจเป็นอันตรายต่อภาวะกระดูกได้




อ้างอิง http://www.learners.in.th/blogs/posts/393289

Sunday, 19 August 2012

ประโยชน์และโทษจากการกินเค็ม


รูปประกอบจากอินเตอร์เนท

ประเทศไทยจะชอบอาหารรสจัด รสเค็มก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย รสเค็มจัดนั้นถ้าเรารับประทานไปมากๆ ก็มีผลอันตรายมากเหมือนกัน

โดยไตจะทำงานเกี่ยวข้องกับความเค็มโดยตรง ซึ่งไตจะเป็นอวัยวะสำหรับปรับโซเดียมในร่างกายให้สมดุล ถ้าโซเดียมในร่างกายมากเกินไป ไตก็จขับออกทางปัสสาวะ แต่ถ้าน้อยเกินไป ไตก็จะดูดโซเดียมกลับไปสู่กระแสเลือดได้ ดังนั้นเมื่อไตทำงานผิดปกติก็จะไม่สามารถขับเกลือออกจากเลือดได้ ทำให้เกิดความดันโลหิตสูง ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นทำงานหนักขึ้น เพราะความดันเลือดสูงขึ้นด้วย และถ้าไม่แก้ไขปล่อยให้ หัวใจทำงานหนักมากขึ้นเรื่อยๆ จะมีผลให้เกิดหัวใจวาย ได้

เกลือในชีวิตประจำวัน
  • ในชีวิตประจำวัน  พบว่ามีการใช้เกลือกันอย่างมากมาย ทั้งในเครื่องดื่ม , ขนม , บะหมี่กึ่งสำเร็จ รูป ฯลฯ 
  • ในการปรุงอาหาร  ต่างๆ มักมีเกลือเป็นส่วนประกอบเสมอ รวมทั้งในเครื่องปรุงรสชนิดต่างๆ อาจจะเป็นเกลือซ่อนอยู่ เช่น ในผงฟู , ผงชูรส , น้ำปลา , ซีอิ้ว , กะปี , ซอสถั่วเหลืองฯลฯ
  • ใน ผลไม้ ดอง  ต่างๆ เช่น มะม่วงดอง, บ๊วยเค็ม, ผักกาดดอง ฯลฯ
กินเค็มแค่ไหนถึงจะพอดี
  • องค์การอนามัยโลก  ได้แนะนำให้บริโภคเกลือไม่เกิน 6 กรัม หรือประมาณเกลือ 1 ช้อนชา
ประโยชน์จากการกินเค็ม
  • ปรับความดันโลหิต  กินเค็มอย่างเหมาะสมจะช่วยในการปรับระดับความดันโลหิตในเกณที่เหมาะสม ไม่ต้ำเกินไป
  • ช่วยเพิ่มความอยากรับประทานอาหาร  รสเค็มช่วยเพิ่มความอยากรับประทานอาหาร
  • ช่วยปรับระดับเกลือแร่ในร่างกายให้สมดุล

โทษจากการกินเค็ม / ภัยจากการกินเค็ม
  • โรคไต  ไตจะเริ่มทำงานผิดปกติจากการกินเค็มมาก ทำให้กำจัดเกลือออกจากร่างกายได้ไม่หมด
  • ความดันโลหิตสูง  เมื่อเกลือออกจากร่างกายได้ไม่หมดทำให้เกลืออยู่ในกระแสเลือดเกิดความดันโลหิตสูง
  • โรคหัวใจ  เมื่อเกิดความดันโลหิตสูง ทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น(เต้นเร็วขึ้น) ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการหัวใจวาย

ประโยชน์และโทษจากการกินหวาน


รูปประกอบจากอินเตอร์เนท

ประเทศไทย เรานั้นมีอาหาร รวมทั้ง ขนมหวานมากมายหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น ทองหยิบ , ทองหยอด , ฝอยทอง และอื่นๆ อีกมากมาย และในขนมแทบทุกชนิด มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบหลัก เพื่อให้ความหวานชื่นใจกับผู้บริโภค แต่เรารู้กันบ้างหรือเปล่า ว่าความหวานช่วยให้ประโยชน์อะไรกับเรา และถ้ากินหวานมากเกินไปจะเป็นผลร้ายอะไรกับเราบ้างหรือเปล่า

ประโยชน์จากการกินหวาน

  • ให้พลังงานสูง น้ำตาลให้สารคาร์โบไฮเดรต ที่ให้พลังงานสูง (4 กิโลแคลลอรี่ ต่อ 1 กรัม) และถ้าบริโภคมากเกินจะไปสะสมเป็นไขมัน เพื่อเป็นพลังงานให้เราเวลาขาดแคลนได้
  • แก้โรคท้องร่วงได้ ใช้น้ำตาลผสมกับเกลือ สามารถช่วยให้ร่างกายได้รับการฟื้นฟูดีขึ้น ทำให้มีกำลังวังชา มากขึ้น
  • อาหารมีรสชาดกลมกล่อม น้ำตาลเป็นเครื่องเทศหนึ่งที่ทำให้อาหารมีรสชาดกลมกล่อม สังเกตได้ว่าพ่อค้าแม่ค้ามักผสมน้ำตาลในกับข้าวหลากหลายชนิด ทำให้อาหารมีรสชาดดีขึ้นอร่อยขึ้น


โทษจากการกินหวาน / ภัยจากการกินหวาน 

  • โรคอ้วน เป็นผลมาจากการได้รับพลังงานจากน้ำตาลมากเกินไป
  • เบาหวาน เมื่อได้รับน้ำตาลมากเกินไป ร่างกายก็จะหลั่งสารอินซูลินมากขึ้น เพื่อกำจัดน้ำตาล เมื่อบริโภคน้ำตาลเกินเป็นระยะเวลานานๆ ร่างกายก็จะเกิดการดื้ออินซูลิน ทำให้เกิดโรคเบาหวานได้
  • โรคความดัน ซึ่งจะเกิดควบคู่กับเบาหวาน

แต่บางคนเป็นเบาหวานกลัวความหวานไปเลย ถึงขนาดไม่กินผลไม้ไปด้วย ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง เพราะว่าในผลไม้ก็มี วิตามิน และ แร่ธาตุต่างๆ ที่สำคัญ แต่ถ้ากังวลมาก อาจเลือกผลไม้ที่มีความหวานน้อยหน่อยก็ได้




ผมมีข้อมูลจาก มาจาก  The American Heart Association (AHA)  ประเทศอเมริกา

AHA แนะนำว่า 

  • สำหรับผู้หญิง บริโภคน้ำตาลไม่เกิน 25 กรัม (6 ช้อนชา) ใน 1 วัน
  • สำหรับผู้ชาย บริโภคน้ำตาลไม่เกิน 37.5 กรัม (9 ช้อนชา) ใน 1 วัน

คิดดูง่ายๆ นะครับ แค่น้ำอัดลมกระป๋อง 1 กระป๋อง ก็มีปริมาณน้ำตาลมากกว่าที่ AHA  แนะนำแล้ว

ตรวจสอบน้ำตาลจากอาหาร

  • ในเครื่องดื่ม,ขนมหรืออาหารที่วางขายในซุปเปอร์มาเก็ตแต่ละชนิดจะมีฉลากซึ่งระบุ ปริมาณของส่วนผสมต่างๆ รวมถึงน้ำตาลด้วย เราใช้ฉลากนี้ในการพิจารณาว่าอาหารนี้เหมาะสมกับเราหรือไม่
  • ตรวจสอบจากตารางโดยประมาณ
    • น้ำตาลทราย  1 ช้อนชา                                  น้ำหนักประมาณ            4 กรัม
    • น้ำตาลทราย  1 ช้อนกินข้าว                           น้ำหนักประมาณ        12 กรัม
    • น้ำเชื่อม         1 ช้อนกินข้าว                           มีน้ำตาลทราย              12 กรัม
    • น้ำอัดลม        1 กระป๋อง (325 ซีซี.)                มีน้ำตาลทราย              60 กรัม
    • กาแฟเย็น/ชาเย็น ( 480 ซีซี.)                           มีน้ำตาลทราย              28 กรัม
    • ขนมหวาน      1 ชิ้น ขนาด 5x5x4 ซม              มีน้ำตาลทราย              12 กรัม
    • ขนมหวาน 1 ถ้วยแบบไม่มีกะทิ (150 กรัม)       มีน้ำตาลทราย              15 กรัม
    • ขนมหวาน 1 ถ้วย แบบมีกะทิ(150 กรัม)           มีน้ำตาลทราย              24 กรัม


ในอาหารการกินประจำวันจะมีปริมาณของน้ำตาลที่ได้รับจากการกินข้าวหรือแป้ง (ข้าวหรือแป้งจะถูกย่อยสลายกลายเป็นน้ำตาล)  และน้ำตาลจะให้แต่ พลังงานอย่างเดียว โดยไม่มีวิตามินหรือสารอาหารอื่นๆ เลย เมื่อได้รับพลังงานจากน้ำตาลเข้าไปเป็นจำนวนมากๆ จึงมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคอื่นๆ ตามมา

สารให้ความหวานแทนน้ำตาล

        หลายคนคงอยากกินหวาน แต่ไม่อยากได้พลังงานมากขนาดนั้น ปัจจุบันนี้จึงมีทางเลือกใหม่ๆ ที่ไม่ต้องใช้น้ำตาล แต่เป็นการใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล เช่น ฟินิลคีโตนูเรีย ขัณฑสกร แอสปาเทม

ดูเพิ่มเติม : สารให้ความหวานแทนน้ำตาล